เมตตาคือศาสตรา ที่ใครก็มิอาจต้านทาน

เมตตาคือศาสตรา ที่ใครก็มิอาจต้านทาน
78945685

สิ่งใดที่เรายิ่งรักมาก สิ่งนั้นยิ่ง จะทำร้ายเราได้มาก

สิ่งใดที่เรารักน้อย สิ่งนั้นยิ่ง จะทำร้ายเราได้น้อย

สิ่งใดที่เราไม่รักเลย สิ่งนั้นเราก็ จะเฉยๆ ไม่ได้ทำความทุกข์อะไรให้กับเราเลย

นี่คือสัจธรรมของความรัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในโลกนี้เราไม่ควรรักใครเลย หากแต่ที่เหนือกว่าคำว่า “รัก” และก้าวพ้นความ “ทุกข์” ได้ยังมีอยู่ คือ “ความเมตตา” เพราะเมตตาไม่ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยน หรือการผูกมัดใดๆ เหมือนเวลาที่เราหยอดเงินใส่ขันของคุณยายชราที่นั่งขอทานอยู่บนสะพานลอย หรือการซื้อหมูปิ้งหยิบยื่นให้กับสุนัขจรจัดข้างถนน หรือแม้กระทั่งการรดน้ำต้นไม้ในสวนหลังบ้านของเราเอง ที่เราก็ไม่ได้หวังอะไรมากมาย เพียงแค่อยากเห็นเขาเจริญเติบโต อยู่ดีมีสุข แล้วความชุ่มฉ่ำจากการได้เห็นรอยยิ้มที่เปี่ยมสุขเช่นนี้ คือ ค่าตอบแทนที่เราก็พึงพอใจอยู่แล้วในตัวเอง ซึ่งนี่ก็คือเรื่องของความเมตตา

ความเมตตาโดยลักษณะแล้วคือ ความหวังดี เราดีอย่างไรก็ปรารถนาให้เขาดีอย่างนั้น เป็นการรักผู้อื่นเหมือนกับรักตนเอง เป็นความรักแท้ที่ไม่เจือปนด้วยอำนาจของราคะ และความเร่าร้อนใดๆ ความเมตตาตัวเดียวจะทำงานแบบครบวงจร คือ สร้างความเย็นอย่างชุ่มฉ่ำ ทำลายความเกลียดชัง ดึงดูดผู้คนเข้ามาหา ลดความยึดถือว่าเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ และแทนที่เงามืดของความเห็นแก่ตัวด้วยความปรารถนาดี

ปัจจุบันผู้คนต้องการความรักและความสำเร็จ จึงมีอยู่ไม่น้อยที่เที่ยวแสวงหาสิ่งต่างๆ มาเป็นเครื่องมือในการสู้รบปรบมือกับโลกที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งแข่งขัน พวกที่ตกเป็นเหยื่อของสังคมและตกเป็นทาสของโทสะก็ไปหาอาวุธศาสตราอย่างมีดหรือปืนมาใช้ทำลายกัน บางพวกก็ใช้ปากหรือปลายปากกาเที่ยวใส่ร้ายป้ายสีกัน บางพวก ก็ต้องสยบยอมให้พวกมีอิทธิพลมา หนุนหลัง บางพวกก็หันหน้าเข้าหาไสยศาสตร์ ส่วนที่ดีหน่อยก็ไปหาวัตถุมงคลจากสำนักเกจิอาจารย์ต่างๆ โดยหมายจะให้ชีวิต มีความสะดวกราบรื่นมั่นคง ทั้งเรื่อง ของชีวิต ความรัก การเงิน และการงาน

แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่า “เมตตา” นี่เอง ที่เป็นดุจเครื่องทรงอันมหาเสน่ห์ ที่จะดึงดูดความรักและความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม อีกทั้งยังเป็นอาวุธที่ไม่มีผู้ใดอาจหาญต้านทานได้ ถ้าจิตของเรามีความเมตตาเป็นปกติ ไม่โกรธเกลียด ไม่อิจฉาริษยาใคร ใจเราจะเยือกเย็นเป็นสุข และพร้อมจะดึงดูดความรักของใครต่อใครเข้ามาหา เมื่อผู้คนเป็นจำนวนมากรักใคร่นิยมในตัวเรา ความสำเร็จก็อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือ นอกจากนี้ตัวเมตตาจะปรุงแต่งให้หน้าตาและผิวพรรณมีความชื่นบานผ่องใส สวยสดงดงามขึ้นมา และยิ่งมีเมตตามากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีสภาพที่เปล่งปลั่งผ่องใสมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ความเมตตาจึงเป็นสุขทั้งภายใน และภายนอก ยิ่งมีเมตตามากขึ้น เท่าไหร่ อานุภาพก็จะยิ่งแผ่ขยายอาณาเขตออกไปได้กว้างขวางมากขึ้นเท่านั้น… ในเมื่อเมตตาดีขนาดนี้ แล้วทำไมเราจึงไม่ควรจะฝึกให้ใจมีเมตตากันให้มากไว้ตั้งแต่วันนี้ล่ะ?

บทความโดย พระเฉลิมชาติ ชาติวโร พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐

ภัยที่เกิดจากการทะเลาะวิวาทกัน

ภัยที่เกิดจากการทะเลาะวิวาทกัน

469466

คําว่า วิวาท หมายถึง การทะเลาะกัน พูดไม่ถูกใจกัน พูดไม่ตรงกัน สาเหตุเกิดจากคนที่มีอัธยาศัยหรือมีจิตใจไม่เหมือนกัน ทำให้พูดไม่เข้าใจกัน เว้นแต่ผู้ที่ได้รับการศึกษาอบรม จนรู้จักผิดชอบชั่วดีแล้ว เคารพในเหตุผล มีศีลธรรมประจำใจ จึงจะพูดกันเข้าใจและถูกใจกันได้

การทะเลาะวิวาท เมื่อยังไม่ลุกลามใหญ่โต อาจระงับได้ด้วยการปรับความเข้าใจกันให้ถูกต้อง เมื่อไม่สามารถจะปรับความเข้าใจกันได้ อาจลุกลามใหญ่โต เป็นเหตุให้เกิดความแตกร้าวกันยิ่งขึ้นไปไม่จบสิ้น

การทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นได้เพราะมีมูลเหตุ ไม่ใช่เกิดขึ้นเอง ถ้าทุกคนมีความประสงค์ในสิ่งเดียวกัน ต่างแก่งแย่งกันเพื่อให้ได้ในสิ่งเดียวนั้น เพราะของสิ่งเดียวไม่อาจแจกจ่ายให้หลายคนได้ เมื่อคนหนึ่งได้ อีกคนหนึ่งย่อมไม่ได้ เมื่อไม่ได้ก็เป็นเหตุให้เกิดความขัดใจในเบื้องต้น ซึ่งความขัดใจนี่แหละเป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะวิวาท ประหัตประหาร ล้างผลาญ เบียดเบียนกัน

การทะเลาะวิวาทที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว ก็สามารถทำให้ครอบครัวนั้นไม่เป็นปกติสุข เพราะเมื่อเกิดทะเลาะวิวาทกันขึ้นแล้ว ความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในครอบครัวก็ไม่มี มักจะเกิดเรื่องทะเลาะกันอยู่ประจำ เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ จนถึงแตกร้าวกันในที่สุด

การทะเลาะวิวาทที่เกิดภายในครอบครัวยังทำให้ประสบภัยถึงเพียงนี้ ถ้ายิ่งแผ่ขยายกว้างออกไปจนถึงหมู่คณะ สมาคม และประเทศชาติแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ภัยพิบัตินั้นๆ จะมีมากสักเพียงใด

ในที่สุดก็ต้องถึงความพินาศวอดวายไปตามๆ กัน เพราะการทะเลาะวิวาท เป็นเหตุเริ่มต้นที่จะแยกส่วนต่างๆ ออกจากกัน แยกหมู่คณะ แยกสมาคม และประเทศชาติให้เป็นหมู่เป็นเหล่า เป็นการตัดทอนกำลังที่รวมกันเป็นปึกแผ่นให้เสียกำลังโดยลำดับ

เมื่อพิจารณาเห็นภัยที่เกิดจากการทะเลาะวิวาทแล้ว หวังจะทำให้ตนเจริญ ให้สามัคคีกลมเกลียว เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หวังจะมีเพื่อนมาก ก็จะต้องปรับความเห็นของตนเสียใหม่ ที่เคยมีความเห็นเข้ากับตัว ก็ต้องทำความเห็นนั้น ให้เป็นความเห็นที่ร่วมกับหมู่คณะได้ โดยยึดประโยชน์และศีลธรรมเป็นหลัก

การทะเลาะวิวาทจะสงบได้ ต้องพิจารณาถึงผลเสียของการทะเลาะกัน และให้เห็นถึงผลดีของการไม่ทะเลาะกัน เมื่อนั้น ก็กลับกลายเป็นความสมัครสมานสามัคคีปรองดอง มีจิตใจชื่นบาน เป็นมิตรเป็นสหายกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ความสามัคคี คือ ความพร้อมเพรียง เป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง หรือไม่แก่งแย่งกัน พร้อมเพรียงกันด้วยกำลังกาย กำลังใจ เมื่อมีความพร้อมเพรียงกันแล้ว ก็จะเป็นเหตุให้เกิดผลสมบูรณ์ดีเต็มที่ ไม่มีความบกพร่อง

ความสามัคคี มีอยู่ในหมู่ชนกลุ่มใด หมู่ชนกลุ่มนั้น ย่อมดำเนินไปสู่ความเจริญ ไม่มีความเสื่อมทราม ดังนั้น ควรพิจารณาเห็นโทษของการทะเลาะ และเห็นอานิสงส์ของการไม่ทะเลาะกันแล้ว จากนั้นพึงสามัคคี ประนีประนอมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อความสุขสวัสดี ไม่มีภัยแก่ตนและประชาชน ตลอดถึงประเทศชาติเป็นที่สุด

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

บทความโดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

เรื่องธรรมะ

48676527

ธรรมชาติของความขัดแย้ง บ่อยครั้งเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ด้วยการเห็นคนละอย่าง ซึ่งบางคราวก็ไม่ใช่เรื่องของความผิดถูก แต่เป็นเรื่องของมุมมองและความต้องการที่แตกต่าง แต่กลับนำไปสู่การถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย และกลายเป็นการทะเลาะเบาะแว้งกันในที่สุด แม้แต่เรื่องของธรรมะก็เช่นเดียวกัน ที่มักจะมีการถกเถียงหรือขัดแย้งในการตีความที่แตกต่างกัน ซึ่งโดยสรุปมีเหตุอยู่ 2 ประการ คือ พอคุยไปคุยมา ต่างคนก็ต่างเกิดทิฏฐิขึ้นมา จึงต้องการเอาชนะคะคานกัน ประการที่สอง คือ ความรู้ยังไม่ถึงจุดนั้น จึงไม่สามารถชี้แจงแสดงเหตุให้เด็ดขาดลงไปได้ จึงกลายเป็นว่าต้องถกเถียงกันไปเรื่อยๆ

ทั้งที่จริงธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นอริยสัจ ไม่ใช่ปรัชญา คือ เป็นความจริงแท้อันประเสริฐ มีความบริสุทธิ์บริบูรณ์อยู่ในตัว ตัดออกก็ขาด ต่อเข้าก็เกิน เป็นสิ่งอันสำเร็จรูปและสมบูรณ์พร้อม รอเพียงให้นำไปปฏิบัติตามจนเกิดผลเท่านั้น และเรื่องของธรรมะจะมีข้อยุติเมื่อปฏิบัติจนผลเกิดขึ้นกับตนจริงๆ หากแต่ในปัจจุบันแม้จะมีผู้ศึกษาธรรมะอยู่จำนวนไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่ยังเพียงแค่อ่าน คิด และวิเคราะห์ ยังมิได้ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง จึงทำให้มีความเห็นที่แตกต่างหลากหลายไปตามทิฏฐิของแต่ละคน เหมือนคนที่เห็นแต่สีสัน หน้าตา แต่ยังไม่ได้ลิ้มรสแกง ก็ย่อมไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนลงไปว่า แกงนี้มีรสชาติเป็นอย่างไร

ดังนั้นถ้าใครมาชวนเถียง หรือมาพูดเพราะคิดว่าตัวเองมีความฉลาดในเรื่องของธรรมะ เพราะอ่านมามาก ศึกษามาเยอะ เรียนจบมาสูง จึงต้องการจะเปลี่ยนเราให้คิดแบบเขา เมื่อเราพิจารณาดูแล้ว เห็นว่าไม่สอดคล้องต้องกับการปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ ในลักษณะของ ศีล สมาธิ ปัญญา ยิ่งฟังยิ่งทำให้เกิดความเร่าร้อน หรือมีความกังวล ก็พยายามหาทางหลีกเลี่ยง เพราะยิ่งคุยกันก็ยิ่งไม่รู้เรื่อง แล้วถ้าเริ่มมีการถกเถียงกันโดยใช้วาจาที่รุนแรงขึ้นหรือเสียงดังขึ้น ก็พึงรู้ว่าขณะนั้นกำลังขาดสติ ถ้าคุยเรื่องธรรมะแล้วขาดสติ ก็เท่ากับว่าสิ่งที่เรียนรู้มา ยังมีผลไม่เพียงพอที่จะทำให้ออกจากทุกข์ได้

พระพุทธเจ้าจึงสอนเรื่องการใช้สติในการพูด เพื่อไม่ให้ทิฏฐิมานะกำเริบกระทบกันจนเกิดเรื่องไว้ว่า “อย่าพูดในเรื่องอันเป็นเหตุให้เถียงกัน เพราะเรื่องอันเป็นเหตุให้เถียงกันจำเป็นต้องพูดมาก บุคคลที่พูดมากจิตใจย่อมฟุ้งซ่าน ผู้ที่มีจิตฟุ้งซ่านก็จะห่างจากสมาธิ” แปลว่ามีแต่เสียกับเสีย

จึงไม่ควรเสียเวลาไปเถียงกับใคร อย่าเอาเป็นเอาตายกับความถูกผิดจนชนิดกินไม่ได้นอนไม่หลับ เขาก็เชื่อของเขาอย่างนั้น พอถึงเวลาคุยกันไม่รอด เราก็หยุด แล้วก็เพียงแค่ปล่อยเขาไป ส่วนใจเราขอให้อยู่ด้วยความเข้าใจโลกว่าต้องมีความแตกต่าง อย่าดื้อดึง สร้างเหตุให้ขัดแย้งกัน อย่าโมโหโกรธาคนที่คิดต่าง อย่าขึงเกลียดกับพวกที่ผิดพลาด เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นต่อให้เราเป็นฝ่ายถูก ก็ยังถือว่าผิดอยู่วันยังค่ำ

เพราะถ้าอยู่อย่างเข้าใจความแตกต่าง เราจะอยู่ในโลกใบนี้ได้อย่างสบาย…

บทความโดย พระเฉลิมชาติ ชาติวโร พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐

หลวงพ่อเล็ก วัดประดู่เรียง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ลป.เล็ก ปุญญโก เดิมชื่อ ทองแก้ว มธวสู ลป.เป็นผู้ที่ไม่ติดยึดกับชื่อเสียง เมื่อมาอยู่วัดประดู่เรียง มีคนเรียกท่านว่า อาจารย์เล็ก จนติดปาก ท่านก็มิได้ทักท้วง จนมีคนรู้จักชื่อจริงท่านน้อยมาก.. เป็นบุครของ นางด้วน นายร่ม มธวสู เกิดที่ บ้านควนถบ ลำปำ จ.พัทลุง เมื่อ ปีพศ.2422 เมื่อ อายุ ได้ 7ขวบ โยมพ่อได้นำไปฝากให้เรียน หนังสือ กับหลวงลุง คือพ่อท่านสมภารเกลื่อม แห่งวัดทะเลน้อย ซึ่งเป็น สหธรรมมิก กับพระอาจารย์ทองเฒ่า ปรมาจารย์ผู้พร้อมด้วยอภิญญาแห่งวัดเขาอ้อ คนรุ่นเก่าเล่าว่า พระอาจารย์ทองเฒ่า เหมือนดวงอาทิตย์ จำเริญด้วย อิทธิฤทธิ์ มากมาย พ่อท่านสมภารเกลื่อม เหมือนดวงจันทร์ คือถึงพร้อมด้วย บุญญฤทธิ์ อันประเสริฐ ท่านมีบุญญาภินิหารมากมายจน ท่านพระอาจารย์ทองเฒ่า ยอมรับ…พ่อท่านสมภารเกลื่อม สามารถ ทำให้ จรเข้2น้ำ ชึ่งดุมากๆเชื่องได้ จนเด็กขึ้นขี่หลังและจับเล่นได้ ซึ่งต่อมา ลป.เล็กก็ ทำได้เช่นกัน.. ต่อมาลป.เล็ก อายุได้14ปี ก็ได้บวชเณร โดยมีพระอาจารย์ทองเฒ่า ปรมาจารย์ผู้พร้อมด้วยอภิญญาแห่งวัดเขาอ้อ เป็นพระอุปัฌชาย์ ท่านได้เดินทางไปๆมาๆ เพื่อศึกษาทางด้านพุทธธรรม พระเวทย์ และสรรพเวทย์วิทยาการต่างๆ จนมีความสามารถหลายด้าน เช่น ล่องหนหายตัวได้ ตั้งแต่ครั้งเป็นสามเณร….และเมื่อท่านอายุครบบวชก็ได้เข้าอุปสมบท ณ.วัดเขาอ้อ โดยมีพระอาจารย์ทองเฒ่า ปรมาจารย์ผู้พร้อมด้วยอภิญญาแห่งวัดเขาอ้อ เป็นพระอุปัฌชาย์ พ่อท่านสมภารเกลื่อม เป็นพระกรรมวาจา เมื่อบวชแล้ว ท่านก็ได้ ถือวิเวกหลีกเร้น ไปถือปฏิบัติธรรม ณ.วัดประดู่เรียง ซึ่งเป็นวัดร้างมานานนม ซึ่งรกร้างว่างเปล่า เต็มไปด้วย ไอ้เข้ ไอ้โขง งูจงอาง งูพิษต่างๆชุกชุมมาก และที่สำคัญ คือเป็นดินแดนอาถรรพ์ ผีดุ จนเป็นที่เลื่องลือ ขยาดกลัว ของชาวบ้าน แถวนั้นมาหลายชั่ว อายุคน…ท่านได้ถือวิเวกอยู่ที่ณ.วัดประดู่เรียง ซึ่งเป็นวัดร้าง ตั้งแต่อายุท่านได้ 30ปี จนกระทั่งท่านและชาวบ้าน ได้ช่วยกันทำนุบำรุง ซ่อมแซม..ก่อสร้าง จนเป็นวัดได้สำเร็จ ในกาลต่อมา ลป.เล็ก ปุญญโก ท่านนี้…. ท่านพระครูสิทธิยาภิรัต พ่อท่านเอียด ดอนหลา… อดีตเจ้าอาวาส แห่งวัด ดอนศาลา อันลือนาม ผู้ถึงพร้อมด้วยด้วยอภิญญา และสรรพเวทย์วิทยาการ…คือถึงพร้อมด้วย บุญญฤทธิ์ อันประเสริฐ ท่านมีบุญญาภินิหารมากมายต่างๆ ได้ ยอมรับ และ กล่าวยกย่องท่านลป.เล็ก ปุญญโก ต่อหน้า ท่าน พ่อท่านปาล ปาลธัมโม วัดเขาอ้อ พ่อท่านคง วัดบ้านสวน และขุนพันธรักราชเดช ว่าลป.เล็ก ปุญญโก ท่านประดู่เรียง บรรลุภูมิธรรมขั้นสูงสุดมาแต่ครั้งหนุ่มๆ และ เน้นย้ำให้เคารพยำเกรงอยู่เสมอๆ ไม่จำเป็นอย่าได้ไปรบกวน ท่านพระครูสิทธิยาภิรัต พ่อท่านเอียด ดอนหลา… อดีตเจ้าอาวาส แห่งวัด ดอนศาลา อันลือนาม ให้ความเกรงใจต่อ ศิษย์น้องของท่าน ซึ่งคือ..ลป.เล็ก ปุญญโก เวลาท่านพ่อท่านเอียด ดอนหลา… กล่าวถึง ลป.เล็ก ปุญญโก อันเป็นพระคู่สวด และ สหธรรมิก คู่ใจ ขแองท่านคราใดๆ ท่านจะเรียก ลป.เล็ก ปุญญโก ด้วยความเกรงใจว่า ท่านประดู่เรียงจนติดปากทุกคราไป….

ลป.เล็ก ปุญญโก ได้จำพรรษาและเป็นเจ้าอาวาสปกครอง วัดประดู่เรียง มาตั้งแต่ราวปี พศ.2455 จนมาถึงแก่กาล มรณภาพ เมื่อปี พศ.2530…

เมื่อศิริอายุได้ 108ปีพอดี… เหรียญหลวงพ่อเล็ก วัดประดู่เรียง รุ่นแรก ปี 23 นิยม สภาพสวยเดิมๆ พระอาจารย์เล็ก ท่านจะไม่นิยมสร้างอิทธิวัตถุมงคล มีการร้องขอรบเร้ามาแต่ครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ท่านก็ไม่ยอม จนมาในช่วงระยะวัยชราภาพมากแล้วคณะศิษย์ของท่านนำโดยพระอาจารย์ศรีเงิน อาภาธโร วัดดอนศาลา ได้ขออนุญาตจัดสร้าง เมื่อปี 2523 ท่านจึงยอมให้สร้างเหรียญรูปเหมือนรุ่นแรก ขึ้นมาจำนวน 9999 เหรียญ…

เหรียญนี้ได้ปลุกเสกมาครบ 3 ปี จนมาได้ประกอบพิธีพุทธาภิเสก ครั้งใหญ่ขึ้น เมื่อปี พศ. 2525 ณ พระอุโบสถ วัดประดู่เรียง ในพิธีนี้ได้เกิดเหตุการณ์อันแปลกประหลาดขึ้นเมื่อพระอาจารย์เล็ก ปุญญโก ได้ทำพิธีจุดเทียนชัย ทันใดนั้นได้เกิดเสียงกัมปนาทหวาดไหว ขึ้นถึง3 ครั้ง พระอุโบสถซึ่งเป็นอิฐถือปูนได้สะเทือนเลื่อนลั่น ไหวสะท้านทั้งหลัง 3 ครั้งกระเบื้อง ดินเผาซึ่งมุงหลังคาพระอุโบสถได้ลั่นเกรียวกราว เนิ่นนาน จนเป็นที่ประหลาดใจ ทั้งพระคณาจารย์ พระสงฆ์องค์เจ้า และผู้ช่วยงานตลอดจนบุคคลหลายสิบคนที่ได้อยู่ร่วมพิธีในครั้งนั้น พระคณาจารย์ ที่รับนิมนต์มาร่วมประกอบพิธีพุทธาภิเสก เมื่อปี พศ. 2525 ครั้งนั้น ประกอบด้วยพระคณาจารย์ อันยิ่งยงลือนาม 16 รูปมานั่งปรกพุทธาภิเษก (ตามจำนวนพระคาถาพระเจ้า 16 พระองค์อันศักดิ์สิทธิ์) พระคณาจารย์ 16 รูป ได้แก่

1) พระอาจารย์เล็ก ปุญญโก

2) พ่อท่านหมุน วัดเขาแดงออก

3) พ่อท่านเจ็ก วัดเขาแดงตก

4) พระครูพิศิษย์บุญสาร (พระอาจารย์ปลอด ปุญญสโร) วัดหัวป่า ระโนด สงขลา

5) พระครูแก้ว ธมฺมิโก วัดโคกโดน พัทลุง

หลวงพ่อหมุน วัดเขาแดงตะวันออก

9846122222

พ่อท่านหมุน ท่านเกิดเมื่อ พ.ศ.2439 ณ บ้านม่วง อ.เมือง จ.พัทลุง บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดควนกรวด อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมีพระอธิการรอด วัดควนกรวด เป็นพระอุปัชฌาย์ ครั้งอายุครบอุปสมบท จึงเข้ารับการอุปสมบท ที่วัดปรางหมู่ อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมี พระอธิการรอด วัดควนกรวด อ.เมือง จ.พัทลุง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายาว่า “ยสโร” อุปสมบทแล้วที่จำพรรษาที่ วัดเขาแดงตะวันออก อ.เมือง จ.พัทลุง มาโดยตลอด

พ่อท่านหมุน เป็นพระสงฆ์ที่ฝักใฝ่ในเรื่องวิปัสสนากรรมฐาน จึงได้เลือกจำพรรษาที่วัดเขาแดงตะวันออก เนื่องจากเป็นวัดที่อยู่ห่างจากชุมชน มีธรรมชาติอันร่มรื่นและสงบเหมาะต่อการบำเพ็ญภาวนา นอกจากนี้ท่านยังมีความสนใจในเรื่องของวิทยาคมและไสยศาสตร์ จึงได้ไปเรียนวิชากับ พระอาจารย์ทองเฒ่า วัดเขาอ้อ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าสำนักเขาอ้อ และมีกิตติคุณเลื่องลือตั้งแต่ภาคใต้ไปตลอดแหลมมลายู จนได้รับขนานนามว่า “ปรมาอาจารย์แห่งไสยศาสตร์ของภาคใต้” ซึ่งการไปเรียนวิชากับอาจารย์ทองเฒ่าทำให้พ่อท่านหมุนมีความสนิทสนมกับพระอาจารย์นำ ซึ่งเป็นศิษย์สำนักเขาอ้อรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่พระอาจารย์นำมีอาวุโสกว่าพ่อท่านหมุนเล็กน้อย แต่มาเมื่อพระอาจารย์นำสึกออกไปเป็นฆราวาส พ่อท่านหมุนก็ยังคงอยู่ในเพศบรรพชิตมาโดยตลอดจนกระทั่งมรณะภาพ

พ่อท่านหมุน มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ประจักษ์มาตั้งแต่ยังหนุ่มๆ เป็นพระเกจิอาจารย์หนึ่งเดียวของภาคใต้ก็ว่าได้ที่ได้รับนิมนต์ร่วมพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลมากที่สุด ท่านร่วมพิธีปลุกเสกมาตั้งแต่ครั้งสมัยสงครามอินโดจีนและสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยร่วมพิธีปลุกเสกพระปิดตามหายันต์และพระกลีบบัวมหาว่าน ที่วัดเขาอ้อ เมื่อ พ.ศ.2483 ไปร่วมพิธีปลุกเสกพระปิดตาโสฬสมงคลรุ่นแรก พ.ศ.2482 และพระซุ้มกอ พ.ศ.2485 ของวัดแหลมทราย จ.สงขลา ช่วงระหว่าง พ.ศ.2505-06 ที่วัดต่างๆ ทางภาคใต้พากันสร้างพระเครื่องหลวงพ่อทวดกัน พ่อท่านหมุนก็ไปร่วมพิธีเสกด้วยทั้งนั้น แม้แต่พิธีปลุกเสกวัตถุมงคลของวัดต่างๆ ก็ล้วนแต่อาราธนาพ่อท่านหมุนไปปลุกเสกด้วยเสมอ จังหวัดต่างๆ ทางภาคใต้ทั้งพัทลุง สงขลา สตูล ตรัง และปัตตานี ท่านไปร่วมปลุกเสกมาหมด

พ่อท่านหมุน ท่านมีตละมหาอำนาจเหมือนพระอาจารย์ทองเฒ่า เคยตวาดคนจนตลึงงุนงงขวัญเสีย ต้องทำน้ำมนต์รดเรียกขวัญจึงหายเป็นปกติมาแล้ว ครั้งหนึ่ง วัดเขาแดงตะวันออกจัดงานประจำปี มีมหรสพมาเล่นและคนมาเที่ยวในงานมากมาย ได้มีชายหนุ่มกลุ่มหนึ่ง 5-6 คน มาเที่ยวงานแล้วดื่มสุราเมามายเที่ยวเอ็ดตะโรส่งเสียงดังในวัด แม้ว่าชายหนุ่มกลุ่มนั้นจะไม่หาเรื่องทะเลาะหรือทำรายร่างกายผู้อื่น แต่ก็ได้สร้างความรำคาญ พ่อท่านหมุน ท่านนั่งอยู่บนกุฏิมีลูกศิษย์และชาวบ้านนั่งอยู่ด้วยหลายคน ท่านบอกว่า “เดี๋ยวให้พวกมันมาทางนี้ก่อน” สักครู่เมื่อคนกลุ่มนั้นเดินส่งเสียงเอะอะผ่านมาทางหน้ากุฏิ พ่อท่านหมุนก็เยี่ยมหน้าออกไปแล้วพูดขึ้นว่า “พวกมึงมาเที่ยวแล้วเมาทำให้คนอื่นเขารำคาญอยู่กันตรงแหละพอหายเมาแล้วค่อยไป” แม้ว่าระยะจากกุฏิไปยังที่คนเมากลุ่มนั้นยืนอยู่จะมีระยะห่างกันมากพอสมควร แต่เสียงพ่อท่านหมุนก็ดังกึกก้องมีมหาอำนาจได้ยินไปทั่ว คนเมากลุ่มนั้นได้ยินต่างพากันตกตลึง ต่างพากันล้มลงกลิ้งเกลือกบนพื้นดินอยู่ตรงนั้น แม้จะพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นแล้วเดินออกจากที่นั่น แต่ก็เดินออกไปไม่ได้ ภายในรัศมีที่พ่อท่านหมุนกำหนด เลยเดินวนเวียนอยู่ในที่นั้นเหมือนเสือติดจั่น ทั้งเมาและทั้งเหนื่อยเลยพากันนอนหลักอยู่ที่นั้นด้วยกันหมดทุกคน ครั้งพอใกล้จะรุ่งหนังตะลุงเลิกและคนมาเที่ยวงานพากันกลับบ้านหมดแล้ว แต่ขี้เมากลุ่มนี้ก็ยังคงนอนหลับไม่ได้สติอยู่ที่เดิม พอสว่างแดดเริ่มส่องและร้อนขึ้นเรื่อยๆ คนกลุ่มนี้ก็เริ่มฟื้นแต่ก็ยังงัวเงียและยังออกจากที่ตรงนั้นไม่ได้อีก จนพ่อท่านหมุนท่านร้องตะโกนมาจากบนกุฏิว่า “ถ้าหายเมาแล้วก็กลับๆ ไปเสีย ทีหลังก็อย่าทำความรำคาญในวัดอีก” นั่นแหละคนกลุ่มนั้นจึงพากันเดินออกจากบริเวณนั้นได้ แล้วก็พากันเข็ดขี้แตกขี้แตนกับพ่อท่านหมุนไปอีกนาน ถึงขนาดว่าไม่กล้าเข้ามาภายในวัดอีกเลย

พ่อท่านหมุน มีคุณวิเศษอย่างหนึ่งคล้ายๆ หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง จ.ภูเก็ต คือ จะมีคนเอาแผ่นทองมาปิดตามร่างกายท่านทั้งๆ ที่ยังมีชิวิตอยู่ เนื่องจากชาวบ้านบนบานขอให้ท่านช่วย พอสำเร็จสมปรารถนาจึงพากันมาปิดทองเป็นการแก้บน ตอนพ่อท่านหมุนทานมีชีวิตอยู่ หากใครไปกราบนมัสการก็จะเห็นว่าบางครั้งตามร่างกายของท่านมีแผ่นทองปิดอยู่เหลืองอร่ามเต็มไปหมด

พ่อท่านหมุน สร้างวัตถุมงคลมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งแรกๆ ท่านสร้างเครื่องรางจำพวก ตะกรุด ผ้ายันต์ แหวนพิรอด ฯลฯ หลังจากนั้นก็มาสร้างพระปิดตา พระลีลา เป็นต้น ส่วนเหรียญและรูปเหมือนมาสร้างเอาเมื่อขึ้น พ.ศ.2500 มาแล้ว

การสร้างพระเครื่องของท่าน

การสร้างวัตถุมงคล หลวงพ่อหมุน เป็นเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดพัทลุง ได้เริ่มสร้างวัตถุมงคลไว้ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2484-2525 วัตถุมงคลจึงมีมากมาย ดังนี้

1 พระลีลาเกราะเพชร เนื้อโลหะผสมเงินยวง

2 พระปิดตาม เนื้อโลหะผสม

3 เหรียญปาฏิหารย์ (เหรียญพระเจ้าห้าองค์ พ.ศ.2513 และ 2525)

4 เหรียญรูปเหมือน เนื้อทองแดง พ.ศ.2516

5 รูปเหมือนลอยองค์ ปั๊มเนื้อทองเหลือง พ.ศ.2516

6 รูปเหมือนลอยองค์ เนื้อว่าน พ.ศ.2516

7 รูปเหมือนนูนองค์ เนื้อว่าน พ.ศ.2516

8 พระประจำวันทั้ง 7 วัน เนื้อว่าน สร้าง พฤศจิกายน 2484

9 พระสังกัจจายน์ เนื้อว่าน พ.ศ.2516

10 พระรูปเหมือนขนาดบูชา เนื้อโลหะ เนื้อปูนผสมว่าน

11 แหวนพิรอด เนื้อโลหะ

12 รูปเสือแกะจากเขี้ยวเสือ

13 ผ้ายันต์ ตะกรุด ลูกอมสวาท

หลวงพ่อดิษฐ์ วัดปากสระ

ffs151916

พระครูเนกขัมมาภิมณฑ์ (ดิษฐ์ ติสฺสโร) เป็นพระเกจิด้านไสยศาสตร์รูปหนึ่งของจังหวัดพัทลุง เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พศ.๒๔๒๑ ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม ๔ ค่ำ เดือน ๓ ปีฉลู เป็นบุตรนายแก้ว นางนุ้ย หนูแทน เกิดที่บ้านดอนตาสังข์ ต.ปรางหมู่ อ.เมือง พัทลุง ชีวิตในปฐมวัยไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนนัก แต่สืบทราบว่าท่านเป็นศิษย์ของอาจารย์รอด วัดควนกรวด ซึ่งเป็นวัดใกล้บ้าน และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเมื่ออายุได้ ๒๐ ปีที่วัดปรางหมู่ใน มีฉายาว่า ดิสฺสโร มีพระครูอินทโมฬีฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านได้จำพรรษาที่วัดควนกรวดประมาณ ๕ พรรษา จนถึงปี พศ.๒๔๔๖ ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากสระว่างลง ชาวบ้านได้นิมนต์ท่านมารับตำแหน่งสมภาร และจำพรรษาที่วัดนี้ตลอดมา ปี พศ.๒๔๘๙ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูเนกขัมมาภิมณฑ์ เจ้าคณะตำบลไชยบุรี อ.เมือง พัทลุง

จนกระทั่งถึงแก่มรณภาพที่วัดปากสระ เมื่อวันที่ ๘ กันยายน พศ. ๒๕๐๗ อายุ ๘๖ ปี พรรษา ๖๖

หลวงพ่อดิษฐ์ เป็นพระที่มีอัธยาศัยดี มีเมตตากรุณา ใจคอเยือกเย็น ถือสันโดษไม่ชอบการสะสมทรัพย์สินสมบัติใดๆ ชอบการอุปการะผู้อื่นโดยเฉพาะบุคคลยากไร้ ท่านจึงเป็นผู้ที่มีลูกศิษย์มากมาย ทั้งที่ประกอบอาชีพส่วนตัวและเล่าเรียนสำเร็จออกไปรับราชการในหน้าที่การงานสูงจำนวนไม่น้อย ลักษณะพิเศษของท่านคือมีนัยน์ตาคม บางคนเปรียบว่าตาของท่านเหมือนตางูก็มี หลวงพ่อดิษฐ์ชอบการต่อเรือ ถือว่าเป็นงานช่างที่ต้องอาศัยความสามารถสูงอย่างหนึ่ง เรือที่ท่านสร้างนั้นมีหลายลำสามารถออกทะเลแรมคืนไปต่างถิ่นได้ ส่วนเสนาสนะสงฆ์ท่านได้สร้างไว้หลายหลัง ที่ปรากฏอยู่ปัจจุบันเช่น พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ สระน้ำ และสร้างอาคารเรียนโรงเรียนวัดปากสระ ได้ใช้เป็นสถานศึกษาของเยาวชนสืบมาจากโรงเรียนขนาดเล็กนักเรียนไม่ถึง ๑๐๐ คน เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่มีนักเรียนประมาณ๔๐๐ กว่าคน งานด้านพัฒนาที่ปรากฏชัดคือ การชักชวนชาวบ้านตัดตัดถนนจากวัดปากสระเชื่อมกับถนนสายพัทลุง-ควนขนุน ช่วยให้การสัญจรไปมาสะดวกสบายไม่ต้องเดือดร้อน ช่วยให้การทำมาหากินของชาวบ้านสะดวกเพิ่มขึ้น สมัยก่อนหมู่บ้านใกล้เคียงวัดปากสระเป็นแหล่งของบุคคลประพฤติมิชอบ มีการลักทรัพย์สิน วัวควายของชาวบ้านอยู่เป็นประจำ หลวงพ่อดิษฐ์ได้ใช้ความรู้ความสามารถของท่านช่วยขจัดปัดเป่าให้ผ่อนคลายลง กล่าวกันว่าท่านได้อาศัยวิทยาคมแก้ปัญหาของชาวบ้านสำเร็จลุล่วงมาด้วยดี คาถาอาคมของหลวงพ่อดิษฐ์ได้มีการตีพิมพ์เผยแพร่ในวันฉลองอายุของท่านเองในปี พศ. ๒๕๐๖ เรียกว่า คัมภีร์พระเวทย์ หรือพระคาถาอันศักดิ์สิทธิ์ ๑๐๘ พระคาถา มีความตอนหนึ่งท่านเขียนไว้ว่า ขอท่านจงใช้พระคาถาที่เห็นว่าดี มีประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น ไม่เป็นไปเพื่อการเบียดเบียนตนและผู้อื่น คนชั่วอยู่กับผีคนดีอยู่กับพระ มีธรรมคุ้มครองและนำคาถาที่ท่านปรารถนาไปใช้ในทางที่จะเกิดผลแก่ตนและผู้อื่น พระคาถานี้จะได้ผลสมประสงค์และศักดิ์สิทธ์จริง

หลวงพ่อดิษฐ์ ได้สร้างวัตถุมงคลไว้เป็นจำนวนมาก ได้แก่ พระสังกัจจายน์พิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก องค์พิมพ์ใหญ่มีพุทธลักษณะแบบขัดสมาธิเพชร ท้องพลุ้ย ปลายนิ้วชนกัน ส่วนพระสังกัจจายน์พิมพ์เล็กมีอักขระที่อกเป็นตัว นะ เส้นนูน หัวกลับ ด้านหลังมีอักขระเป็นตัว เฑาะว์สมาธิ และนอกจากนั้นยังมีพระปิดตา พิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก,พระกลีบบัวเนื้อโลหะ.แหวนพิรอด,ลูกอม,ปลอกแขน,ผ้ายันต์และเสื้อยันต์ ฯลฯ วัตถุมงคลของหลวงพ่อดิษฐ์ล้วนแต่เป็นความเชื่อทางไสยศาสตร์ว่าเป็นยอดทางด้านมหาอุดอยู่ยงคงกระพัน และมีเมตตามหานิยมแก่ผู้เป็นเจ้าของทั้งสิ้น เคยปรากฏเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับความขลังของวัตถุมงคลของท่านหลายครั้ง และที่สำคัญที่สุดคือวันที่ ๑๐ กันยายน พศ.๒๕๒๐พระภิกษุช่วง เขมธมฺโม ผู้เป็นศิษย์ได้นำวัตถุมงคลจำนวนหนึ่งทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในวโรกาสทรงเสด็จพระราชดำเนินยกช่อฟ้าอุโบสถ วัดคูหาสวรรค์ อำเภอเมือง พัทลุง

หลวงพ่อดิษฐ์ นับได้ว่าท่านเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาจิตใจชาวบ้าน โดยเฉพาะชุมชนใกล้วัดปากสระ ให้ฝักใฝ่ด้านประพฤติปฏิบัติธรรม และขยายไปในท้องที่หลายตำบล นับเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาสังคมให้อยู่เย็นเป็นสุข ท่านเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยพรหมวิหาร ๔ จึงเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านอย่างแท้จริง ปรากฏหลักฐานพยานคือ รูปปั้นเท่าองค์จริง ประดิษฐานอยู่ในศาลาด้านทิศเหนือพระอุโบสถ ทุกๆวันสำคัญจะมีชาวบ้านมาแก้บนที่รูปปั้นของท่าน ขอให้พ้นจากความเจ็บไข้ได้ป่วย ขอความปลอดภัยและโชคลาภต่างๆ ปัจจุบันนี้มิใช่มีแต่เพียงเฉพาะในท้องถิ่นบ้านปากสระเท่านั้น แต่มีชาวบ้านต่างถิ่นที่รู้เรื่องและศรัทธาต่างได้มาเคารพบูชาที่วัดนี้เป็นประจำเช่นกัน

พระปิดตาแร่บางไผ่ หลวงปู่จัน วัดโมลี จังหวัดนนทบุรี

969

 
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระปิดตาเนื้อโลหะอีกองค์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาตั้งแต่อดีต ก็คือ พระปิดตาแร่บางไผ่ ของ หลวงปู่จัน วัดโมลี นนทบุรี และเป็นพระปิดตาแบบเดียวที่ใช้แร่เหล็กมาถลุงหลอมเทเป็นองค์พระและเป็นยอดแห่งพระปิดตา มหาอุตม์เนื้อโลหะของนนทบุรี

วัดโมลี หรือเดิมเรียกกันว่า วัดใหม่สุวรรณโมลี พระอารามแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลบางรักใหญ่ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี วัดนี้สร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ.2369 ผู้สร้างวัดชื่อเถื่อน ต่อมาได้อุปสมบทและเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ต่อมาได้ ลาสิกขาบทไป เจ้าอาวาสรูปที่ 2 ชื่อแก้ว เจ้าอาวาสรูปที่ 3 ชื่อจัน เป็นพระอาจารย์ที่ทรงวิทยาคมสูง และเป็นผู้สร้างพระปิดตาแร่บางไผ่อันโด่งดัง

หลวงปู่จัน ท่านได้ค้นพบว่ามีสายแร่เหล็กจากคลองบางไผ่และบางคูรัด ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษที่มีความศักดิ์สิทธิ์เหมาะแก่การสร้าง พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง และ วัตถุมงคล ที่ทรงอานุภาพทางคงกระพันและแคล้วคลาด ท่านจึงคิดนำแร่ชนิดนี้มาสร้างเป็นพระปิดตามหาอุตม์ ท่านได้ให้ลูกศิษย์ของท่านพายเรือพาท่านออกตามหาแร่ตามคลองบางไผ่ ซึ่งก็พบแร่ชนิดนี้อยู่ในน้ำตามคลองบางไผ่จำนวนหนึ่ง ท่านก็ได้นำเอามาใส่ตุ่มแช่น้ำไว้ข้างๆ กุฏิของท่าน ว่ากันว่าท่านได้เลี้ยงแร่ไว้ในตุ่ม ซึ่งต้องใช้คาถากำกับเพื่อให้ตัวแร่งอกเพิ่มจำนวน หลวงปู่จันท่านยังได้ออกตามหาแร่บางไผ่อีกตลอด ได้บ้างไม่ได้บ้าง จนในที่สุดแร่ในคลองบางไผ่ก็หายไปหมดไม่พบอีก ท่านจึงได้เข้าสมาธิดูก็รู้ว่า แร่ย้ายตัวเองหนีไปอยู่ที่คลองบางคูรัด ท่านก็ได้ตามไปและพบแร่ชนิดนี้อีกจำนวนหนึ่งท่านก็ได้นำมารวบรวมไว้ในตุ่มน้ำ จนมีจำนวนพอที่จะสร้างพระได้ ท่านจึงได้เริ่มสร้างพระปิดตาขึ้นประมาณกันว่าในปี พ.ศ.2425 โดยท่านจะให้พระและลูกศิษย์ของท่านปั้นหุ่นเทียนเป็นรูปองค์พระตามที่ท่านกำหนด เป็นองค์ๆ ไป และวางเส้นยันต์ที่ฝั้นเป็นเส้นกลมๆ แบบเส้นขนมจีน นำมาวางเป็นเส้นยันต์ตามที่ท่านกำหนด

ดังนั้นการสร้างด้วยวิธีการแบบนี้ องค์พระจึงไม่มีองค์ใดที่เหมือนกันเป๊ะเลย ซึ่งพระแบบโบราณเช่นพระกริ่งตั๊กแตนก็สร้างโดยปั้นหุ่นเทียนเป็นองค์ๆ แบบนี้เช่นกัน แต่ก็ยังอยู่ในกรอบที่หลวงปู่จันกำหนดไว้ การเทหล่อก็เป็นแบบเดียวกับพระปิดตาหลวงพ่อทับ วัดทอง

พระปิดตายันต์ยุ่งของหลวงปู่เอี่ยมวัดหนัง คือเทหล่อแบบโบราณด้วยการเข้าดินหุ่น แล้วเททีละองค์ จากกรรมวิธีการหาแร่และกรรมวิธีการสร้าง จึงทำให้พระปิดตาแร่บางไผ่มีจำนวนไม่มากนัก และด้วยสาเหตุที่หลวงปู่จันได้เนื้อแร่มาจากคลองบางไผ่เป็นปฐมนี้เองจึงเป็นที่มาของชื่อเรียกพระปิดตาของหลวงปู่จันว่า ?พระปิดตาแร่บางไผ่?

ลักษณะของเนื้อพระแร่บางไผ่นั้น จากการหลอมโลหะในสมัยนั้นจึงทำให้เนื้อโลหะจากแร่เหล็กไม่สามารถหลอมละลายเข้ากันได้อย่าง ดีนัก อีกทั้งยังมีขี้แร่ผสมอยู่ในตัวเนื้อ แต่ก็เป็นเอกลักษณ์พิเศษในตัวพระปิดตาแร่บางไผ่ ซึ่งจะปรากฏเส้นเสี้ยนในเนื้อพระที่เกิดขึ้นจากการหลอมแร่ ลักษณะคล้ายเสี้ยนตาลวิ่งสวนกันไปมาในบางจุด ซึ่งจะมีในพระแร่บางไผ่แท้ทุกองค์มากน้อยต่างกันไป และเป็นจุดสังเกตในการพิจารณา ดังคำของคนรุ่นเก่ากล่าวว่า ?ปิลันทน์ให้ดูไข บางไผ่ให้ดูเสี้ยน? ตัวสนิมของพระปิดตาแร่บางไผ่ จะมีสีสนิมแบบสนิมของเหล็ก เนื่องจากเป็นเนื้อแร่เหล็กครับ

พระปิดตาแร่บางไผ่ สามารถแยกพิมพ์ออกได้คร่าวๆ ดังนี้ 1.พิมพ์หมวกแก๊ป 2.พิมพ์เศียรตัด 3.พิมพ์เศียรโต 4.พิมพ์ทองหยอด 5.พิมพ์ปิดตาไม่โยงก้น ฯลฯ นอกจากนี้ก็ยังมีพระพิมพ์อื่นๆ อีกบ้างที่ไม่ได้เป็นแบบพิมพ์พระปิดตาก็มี แต่ก็พบน้อยมากครับ ในวันนี้ผมก็นำรูป พระปิดตาแร่บางไผ่ หลวงปู่จัน มาให้ชมกันเช่นเคยครับ

เหรียญเจ้าสัว

878
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน สำหรับผู้ที่ยังไม่ค่อยทราบเรื่องพระเครื่องมากนัก ได้สอบถามมาอยู่หลายท่านว่า เหรียญเจ้าสัว หรือ พระเจ้าสัว คืออะไร วัดไหน หลวงพ่ออะไร วันนี้ผมก็เลยถือโอกาสเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับเรื่องพระที่เรียกกันว่าเหรียญเจ้าสัวกันเลยนะครับ

พระเครื่องที่เรียกกันว่า “เหรียญเจ้าสัว” ก็คือพระเครื่องที่ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ท่านได้ปลุกเสกไว้ ชื่อจริงๆ แต่เดิมก็คือ พระซุ้มกระจัง เป็นพระหล่อแบบโบราณ ซึ่งในปีพ.ศ.2477 เป็นปีที่ หลวงปู่บุญ มีอายุครบ 84 ปี ท่านเจ้าคุณพระวินัยกิจโกศลอดีตเจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร ผู้เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่บุญ เป็นผู้จัดการหล่อที่วัด เพื่อแจกจ่ายในงานทำบุญฉลองอายุหลวงปู่บุญครบ 7 รอบ

ลักษณะของพระเป็นรูปพระพุทธรูปนั่งปางสมาธิบนฐานกลีบบัวอยู่ในซุ้มแบบเรือน แก้ว การสร้างเป็นแบบหล่อโบราณ แต่มีการทำหูเชื่อมที่ด้านบน จึงมีลักษณะเป็นแบบเหรียญหล่อ ตัวพิมพ์ของพระเท่าที่สามารถแยกได้เป็นพิมพ์ชะลูดและพิมพ์ต้อ เนื้อโลหะของพระที่แจกในส่วนของวัดกลางบางแก้วจะมีเนื้อเงิน มีจำนวนไม่มากนัก และเนื้อทอง แดงอีกส่วนหนึ่งซึ่งมีจำนวนมากกว่า แต่พระทั้งหมดก็มีจำนวนไม่มากนักครับ มีบางท่านว่าเคยเห็นที่เป็นเนื้อทองคำด้วย แต่เท่าที่เห็นมักจะเป็นเนื้อเงินกับเนื้อทองแดงเป็นส่วนใหญ่

สำหรับคำว่าเจ้าสัวนั้น ได้มีการเรียกกันในภายหลัง เนื่องจากผู้ที่ได้รับแจกพระซุ้มกระจังในยุคนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นศิษย์ผู้ใกล้ชิด และเป็นผู้ที่ได้ช่วยทำบุญสร้างเสนาสนะในวัดอยู่เสมอมา ต่อมาก็ได้ทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรืองมีฐานะดีขึ้นมาก จนอยู่ในขั้นเจ้าสัว ยกตัวอย่างเช่น หลงจู๊หยุด นายอากรสุราบ้านอยู่ตรงข้ามวัดกลางบางแก้ว บางคนก็เรียกว่า “เจ้าสัวหยุด” เจ้าสัวชม เจ้าของโรงสีเซ่งเฮงหลี ผู้เป็นศิษย์ของหลวงปู่บุญ หลวงปู่บุญจะสร้างถาวรวัตถุอะไร เจ้าสัวชมรู้เข้าต้องเข้ามาร่วมทำบุญสร้างถวายทุกครั้ง นายโป๊ะ ชมภูนิช และนายเป้า บุญญานิตย์ ทั้งสองท่านก็เช่นกันไม่ว่าหลวงปู่จะทำอะไรก็จะเข้าร่วมทำบุญด้วยทุกครั้ง เช่น การสร้างโรงเรียนพุทธวิถีนายกเป็นต้น และทั้งสองท่านก็เป็นคหบดีระดับเจ้าสัวเช่นกัน นายช่างแจ้ง ผู้ออกแบบและสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม “หอบุญรังสฤษดิ์” สร้างเสร็จก็ไม่ขอรับเงินค่าจ้าง เพียงขอเหรียญซุ้มกระจังเท่านั้น ต่อมาภายหลังได้เป็นกำนัน มีฐานะมั่นคงระดับเจ้าสัวเช่นกัน

ครับ ตามที่ยกตัวอย่างเล่ามานั้นหลายๆ ท่านที่ได้รับเหรียญหล่อซุ้มกระจังไปแล้ว ท่านก็ตั้งหน้าทำมาหากินโดยสุจริตและมีจิตใจเป็นบุญเป็นกุศลอยู่เดิม การทำกิจการค้าขายก็เจริญก้าวหน้า ร่ำรวยฐานะมั่นคง ระดับเจ้าสัวด้วยกันทุกคน จนต่างคนก็ร่ำลือกันไปทั่ว และมีการเรียกขานเหรียญหล่อซุ้มกระจังกันว่า “เหรียญเจ้าสัว” ก็ด้วยที่ว่าใครที่มีไว้บูชาแล้วทำมาหากินโดยสุจริต จะมีฐานะดีขึ้นและมั่นคง ค่าความนิยมเช่าหาก็สูงขึ้นมากเช่นกันครับ

มีข้อสังเกตว่าใครที่มีเหรียญเจ้าสัวแต่ทำมาหากินไม่สุจริต ก็จะรักษาไว้ไม่ได้ให้มีอันเป็นไป หรือมีเหตุให้ต้องออกไป เรียกว่าหมดบุญประมาณนั้นครับ ก็พอคร่าวๆ นะครับว่าเหรียญเจ้าสัวนั้นมีความเป็นมาอย่างไรตามที่เล่ามาครับ

ในวันนี้ผมก็ได้นำรูปเหรียญเจ้าสัวมาให้ชมกันด้วยอีกเช่นเคยครับ

ชมรมพระเครื่อง
แทน ท่าพระจันทร์

ขนบฐานพระพุทธรูป-ฐานพระเครื่อง

181
เมื่อครั้งมีการสร้าง “พระพุทธรูป” เป็นรุ่นแรกๆ ในแถบเอเชียใต้ นั้น อาสนะขององค์พระพุทธเจ้าจะจำลองมาจาก “ฐานใต้โพธิบัลลังก์” ถ้าหากเป็นพระพุทธรูปยืนมักไม่ทำฐานรอง แต่จะทำเป็นแกนเหล็กเสียบยึดองค์พระกับพื้น หรือจำหลักติดกับผนังฝาไปเลย หากประทับนั่งก็จะจำลองเป็น “ฐานหน้ากระดาน” หรือ “ฐานเขียง” อันมีลักษณะเรียบและโค้งเป็นครึ่งวงกลม หรือเป็นวงกลมรอบองค์พระ ประการสำคัญในการสังเกตคือ ฐานพระพุทธรูปยิ่งเก่าจะยิ่งเรียบง่ายไม่มีลวดลายใดๆ

ด้วยแนวคิด “คติจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิ” ที่แพร่หลายทั้งในลัทธิพราหมณ์และพุทธ เนื่องจากมีกำเนิดจากแหล่งเดียวกัน ทำให้องค์พระพุทธรูปและบรรดาเจดีย์ในพุทธศาสนาได้แก่ ธาตุเจดีย์ บริโภคเจดีย์ ธรรมเจดีย์ อุเทสิกเจดีย์ มีลักษณะเป็นแกนกลางของจักรวาลไปด้วย ดังนั้นฐานของเจดีย์ประเภทต่างๆ จึงถูกจินตนาการให้มีสภาพเป็นป่าหิมพานต์ อันตั้งอยู่ ณ เชิงเขาพระสุเมรุ ประกอบด้วย ฝูงสัตว์ใหญ่น้อย และสิ่งประหลาดมหัศจรรย์ ดังนั้นจึงเห็นฐานขององค์พระจะจำหลักเป็นรูปสัตว์หิมพานต์ หรือทำเป็นรูปขาสิงห์ อันหมายถึง ราชสีห์ในป่าดังกล่าว หากให้ครบองค์ประกอบจะมี น่องสิงห์ เล็บสิงห์ ครีบสิงห์ และนมสิงห์ด้วย ซึ่งท่านอาจจะเห็นได้ชัดเจนใน “โต๊ะหมู่บูชา” ที่ทำโค้งเป็นขาสิงห์ เพราะถือว่าด้านบนเป็นเขาพระสุเมรุ

นอกจากนี้ คติพุทธศาสนายังเชื่อในความเกี่ยวพันของดอกไม้ประจำศาสนาชนิดหนึ่ง ซึ่งได้แก่ “ปทุมมาลย์” หรือ “ดอกบัว” ดังนั้นช่างจึงรังสรรค์ฐานอีกชั้นหนึ่งของสิ่งสักการะให้เป็นรูปดอกบัว บ้างเป็นดอกบัวคว่ำ บ้างทำเป็นดอกบัวหงาย หรือทำทั้งบัวคว่ำบัวหงาย เราเรียกว่า “ฐานปัทม์” บางครั้งเป็นการยากที่จะทำดอกบัวเป็นกลีบๆ ติดเข้าไปก็ทำเป็นเพียงสัญลักษณ์ของการคว่ำการหงาย โดยสังเกตได้จากด้านข้างซึ่งฐานชั้นนี้จะไม่โค้งเป็นขาสิงห์ หากแต่จะโค้งเป็นบัวบานและโค้งเป็นบัวคว่ำ ตรงกลางอาจทิ้งพื้นที่รอยต่อไว้เป็นท้องไม้

ดังนั้น “ขนบฐานพระพุทธรูปและขนบฐานพระเครื่อง” จะมีภาพรวมเหมือนกันคือ ชั้นล่างสุดจะเป็นฐานหน้าเรียบ ที่เรียกว่า “ฐานหน้ากระดาน หรือฐานเขียง” (เนื่องจากเรียบและโค้งเหมือนเขียงสับหมู) ถัดขึ้นไปจะเป็น “ชั้นฐานขาสิงห์” ชั้นที่สามอยู่บนสุดจะทำเป็น “ฐานปัทม์หรือฐานบัว” ซึ่งเราจะเรียกฐานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปว่า “ฐานชุกชี” (อ่านว่า ชุก-กะ-ชี) ที่มีเค้าว่าจะมาจากภาษาเปอร์เซียแปลว่า ฐานที่นั่ง แต่หากแปลตามตัว จะหมายถึง ที่รวมของพระสงฆ์ (ชีหมายถึงนักบวช) เนื่องจากมักนิยมนำผ้าทิพย์ห้อยพาดลงตรงกลางจึงเรียกกันว่า “ฐานผ้าทิพย์” และบ้างเรียก “วัชรอาสน์” อีกด้วย

ฐานของพระเครื่องนั้น มีพัฒนาการและขนบเช่นเดียวกัน ที่มีฐานเขียงรองชั้นเดียว เช่น พระผงสุพรรณ ที่มีฐานหลายชั้น เช่น พระรอด ส่วนที่เห็นเป็นขนบฐานสามชั้นชัดเจน ได้แก่ พระสมเด็จฯ ของหลวงปู่โต ชั้นล่างสุดทำเป็นแท่งทึบตันปลายสองด้านตัดตรงเรียก “ฐานเขียง” ชั้นต่อมาสองข้างฐานตวัดโค้งเป็น “ขาสิงห์”

ส่วนฐานชั้นบนสุดทำเป็นแนวยาวกลมซึ่งก็คือ “ฐานปัทม์หรือฐานบัวคว่ำบัวหงาย” ครับผม

พันธุ์แท้พระเครื่อง

ราม วัชรประดิษฐ์

พระสมเด็จ กรุวัดบางขุนพรหม

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้เรามาดูมาคุยถึงพระสมเด็จ พิมพ์ฐานเส้นด้าย กรุวัดบางขุนพรหมกันซักหน่อย ก็พอดีเพิ่งมีข่าวส.ส.ถูกยิงด้วยเอ็ม 16 แต่ก็รอดตายมาได้ ในคอห้อย พระสมเด็จ พิมพ์ฐานเส้นด้าย องค์เดียว

549489490

พระสมเด็จ พิมพ์ฐานเส้นด้าย เป็นพระที่เจ้าประคุณสมเด็จท่านได้สร้างปลุกเสกไว้ที่วัดบางขุนพรหม ในส่วนที่เป็นของวัดระฆังฯ นั้นไม่มี เป็นแม่พิมพ์ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะของวัดบางขุนพรหมเท่านั้น พระสมเด็จพิมพ์นี้ต่อมานิยมเรียกกันว่า พิมพ์ฐานเส้นด้าย เนื่องจากในกระบวน พิมพ์ของพระสมเด็จที่พบทั้งหมด พระพิมพ์นี้มีเส้นสายเรียวเล็กกว่าทุกๆ พิมพ์ โดยเฉพาะเส้นฐานขององค์พระนั้น ปรากฏเพียงเป็นเส้นเรียวๆ บางๆ เท่านั้น นอกจากนี้ เส้นสายที่แสดงเป็นรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเส้นซุ้ม เส้นที่แสดงเป็นองค์พระ ไม่ว่าจะเป็นพระเกศ เส้นแขน ขาหน้าตักต่างๆ ล้วนเป็นเส้นเรียวบางทั้งสิ้น จึงเรียกกันเพื่อแยกพิมพ์ว่า พิมพ์ฐานเส้นด้าย ต่อมาก็เรียกกันสั้นๆ เข้าไปอีกเป็นพิมพ์เส้นด้าย

พระสมเด็จพิมพ์ฐานเส้นด้ายนี้เป็นพระสมเด็จพิมพ์เดียวที่มีจำนวนแม่พิมพ์มากที่สุด ในชื่อเรียกพิมพ์ของพระสมเด็จนั้น เป็นการแบ่งแยกหมวดพิมพ์ ซึ่งแต่ละพิมพ์จะมีตัวแม่พิมพ์แยกออกไปอีกหลายแม่พิมพ์ โดยส่วนมากจะมีตัวแม่พิมพ์ในแต่ละหมวดประมาณ 4 แม่พิมพ์ ที่ต้องทำแม่พิมพ์หลายๆ อัน ก็เพื่อที่จะทำพระได้คราวละมากๆ นั่นเองครับ ในส่วนของวัดระฆังฯ ก็มีพระพิมพ์ใหญ่ ซึ่งมีแม่พิมพ์แยกออกไปอีก 4 แม่พิมพ์ พระพิมพ์ทรงเจดีย์ ก็มี 4 แม่พิมพ์ พระพิมพ์ฐานแซมก็มี 4 แม่พิมพ์และพระพิมพ์เกศบัวตูมของวัดระฆังฯ มีแม่พิมพ์เดียว ต่อมามีการสร้างพระสมเด็จ เพื่อบรรจุในองค์พระเจดีย์วัดบางขุนพรหม ซึ่งมีการสร้างตามจำนวนพระธรรมขันธ์ ซึ่งก็เท่ากับแปดหมื่นสี่พันองค์ จึงต้องทำพิมพ์เพิ่มอีกเป็นจำนวนมากเพื่อจะได้ช่วยกันกดพิมพ์พระให้ทันในเวลาจำกัด มีการแกะแม่พิมพ์ตามกำหนดโดยช่างสิบหมู่ นอกจากพิมพ์ใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ฐานแซม และพิมพ์เกศบัวตูมแล้ว ก็ได้แกะพิมพ์เพิ่มอีกคือ พิมพ์ฐานเส้นด้าย พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์ฐานคู่ พิมพ์อกครุฑ พิมพ์ปรกโพธิ์ และพิมพ์ไสยาสน์ และในแต่ละพิมพ์ก็ยังมีตัวแม่พิมพ์แยกออกอีกหลายแม่พิมพ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พิมพ์ฐานเส้นด้ายนี้มีแม่พิมพ์มากที่สุด คือ 7 แม่พิมพ์

ถึงจะมีตัวแม่พิมพ์มากเพียงใด แต่ก็ไม่ทิ้งภาพลักษณ์โดยรวมของหมวดพิมพ์ คือจะมีเส้นสายเรียวเล็กเหมือนๆ กันทุกแม่พิมพ์ แต่รายละเอียดในส่วนอื่นๆ เล็กๆ น้อยๆ ก็จะแตกต่างกันไปบ้าง ตัวแม่พิมพ์ของพระสมเด็จพิมพ์ฐานเส้นด้ายมีดังต่อไปนี้

1. พระสมเด็จ พิมพ์ฐานเส้นด้าย พิมพ์ใหญ่

2. พระสมเด็จ พิมพ์ฐานเส้นด้าย พิมพ์เกศยาว

3. พระสมเด็จ พิมพ์ฐานเส้นด้าย พิมพ์แขนบ่วง

4. พระสมเด็จ พิมพ์ฐานเส้นด้าย พิมพ์ฐานกว้าง

5. พระสมเด็จ พิมพ์ฐานเส้นด้าย พิมพ์ฐานแคบ

6. พระสมเด็จ พิมพ์ฐานเส้นด้าย พิมพ์อกวี

7. พระสมเด็จ พิมพ์ฐานเส้นด้าย พิมพ์หูบายศรี

ครับ การศึกษาพระนั้นจำเป็นอย่างยิ่งต้องจดจำพิมพ์ของพระ และโดยเฉพาะพระสมเด็จนั้น ก็อย่างที่ผมบอกคือต้องจดจำแม่พิมพ์ของทุกๆ พิมพ์ให้ได้ด้วยเช่นกัน ถ้าเราไม่ศึกษาว่า พระสมเด็จพิมพ์นั้นๆ มีแม่พิมพ์กี่ตัว พอเริ่มศึกษาก็จะงงว่าทำไมไม่เห็นเหมือนกัน และทำไมถึงแท้ล่ะ ถ้าเราไม่เข้าใจถึงตัวแม่พิมพ์ว่ามีกี่แม่พิมพ์ในแต่ละพิมพ์ก็จะงงและไม่เข้าใจซักที ตอนที่ผมเริ่มศึกษาใหม่ๆ ก็งงเช่นกัน แต่พอครูบาอาจารย์และผู้ใหญ่ในสังคมพระเครื่องได้ชี้แนะให้ ก็เริ่มเข้าใจ และเริ่มศึกษาทีละพิมพ์ทีละแม่พิมพ์ก็เข้าใจได้ครับ ถ้าถามว่ายากไหม ผมก็ต้องตอบว่าไม่ยากไม่ง่ายครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความตั้งใจ ความขยันและพยายามหมั่นฝึกฝนครับ ไม่มีอะไรยากเกินไปหรอกครับถ้าเราพยายามและมีความมุ่งมั่นครับ ประวัติการสร้างต่างๆ นั้นสำคัญมาก เพราะจะทำให้เรารู้ว่า เขาสร้างอย่างไร และมีแม่พิมพ์กี่ตัว สร้างเมื่อปี พ.ศ.อะไร อย่างนี้เป็นต้น จึงจะทำให้เราเข้าใจในแม่พิมพ์ รู้ว่าสร้างด้วยเนื้อหาอะไร และสร้างมานานแค่ไหนแล้ว ความเก่าควรจะเป็นอย่างไร เป็นต้น

ครับวันนี้เอาแค่นี้ก็แล้วกันครับ พร้อมทั้งผมได้นำรูปพระสมเด็จพิมพ์ฐานเส้นด้าย กรุวัดบางขุนพรหมมาให้ชม แม่พิมพ์นี้ก็คือ แม่พิมพ์อกวีครับ

ชมรมพระเครื่อง
แทน ท่าพระจันทร์

แนะนำความรู้ให้อ่านกันโดย พระเครื่องปลุกเสก