Monthly Archives: November 2015

พระปิดตาแร่บางไผ่ หลวงปู่จัน วัดโมลี จังหวัดนนทบุรี

969

 
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระปิดตาเนื้อโลหะอีกองค์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาตั้งแต่อดีต ก็คือ พระปิดตาแร่บางไผ่ ของ หลวงปู่จัน วัดโมลี นนทบุรี และเป็นพระปิดตาแบบเดียวที่ใช้แร่เหล็กมาถลุงหลอมเทเป็นองค์พระและเป็นยอดแห่งพระปิดตา มหาอุตม์เนื้อโลหะของนนทบุรี

วัดโมลี หรือเดิมเรียกกันว่า วัดใหม่สุวรรณโมลี พระอารามแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลบางรักใหญ่ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี วัดนี้สร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ.2369 ผู้สร้างวัดชื่อเถื่อน ต่อมาได้อุปสมบทและเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ต่อมาได้ ลาสิกขาบทไป เจ้าอาวาสรูปที่ 2 ชื่อแก้ว เจ้าอาวาสรูปที่ 3 ชื่อจัน เป็นพระอาจารย์ที่ทรงวิทยาคมสูง และเป็นผู้สร้างพระปิดตาแร่บางไผ่อันโด่งดัง

หลวงปู่จัน ท่านได้ค้นพบว่ามีสายแร่เหล็กจากคลองบางไผ่และบางคูรัด ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษที่มีความศักดิ์สิทธิ์เหมาะแก่การสร้าง พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง และ วัตถุมงคล ที่ทรงอานุภาพทางคงกระพันและแคล้วคลาด ท่านจึงคิดนำแร่ชนิดนี้มาสร้างเป็นพระปิดตามหาอุตม์ ท่านได้ให้ลูกศิษย์ของท่านพายเรือพาท่านออกตามหาแร่ตามคลองบางไผ่ ซึ่งก็พบแร่ชนิดนี้อยู่ในน้ำตามคลองบางไผ่จำนวนหนึ่ง ท่านก็ได้นำเอามาใส่ตุ่มแช่น้ำไว้ข้างๆ กุฏิของท่าน ว่ากันว่าท่านได้เลี้ยงแร่ไว้ในตุ่ม ซึ่งต้องใช้คาถากำกับเพื่อให้ตัวแร่งอกเพิ่มจำนวน หลวงปู่จันท่านยังได้ออกตามหาแร่บางไผ่อีกตลอด ได้บ้างไม่ได้บ้าง จนในที่สุดแร่ในคลองบางไผ่ก็หายไปหมดไม่พบอีก ท่านจึงได้เข้าสมาธิดูก็รู้ว่า แร่ย้ายตัวเองหนีไปอยู่ที่คลองบางคูรัด ท่านก็ได้ตามไปและพบแร่ชนิดนี้อีกจำนวนหนึ่งท่านก็ได้นำมารวบรวมไว้ในตุ่มน้ำ จนมีจำนวนพอที่จะสร้างพระได้ ท่านจึงได้เริ่มสร้างพระปิดตาขึ้นประมาณกันว่าในปี พ.ศ.2425 โดยท่านจะให้พระและลูกศิษย์ของท่านปั้นหุ่นเทียนเป็นรูปองค์พระตามที่ท่านกำหนด เป็นองค์ๆ ไป และวางเส้นยันต์ที่ฝั้นเป็นเส้นกลมๆ แบบเส้นขนมจีน นำมาวางเป็นเส้นยันต์ตามที่ท่านกำหนด

ดังนั้นการสร้างด้วยวิธีการแบบนี้ องค์พระจึงไม่มีองค์ใดที่เหมือนกันเป๊ะเลย ซึ่งพระแบบโบราณเช่นพระกริ่งตั๊กแตนก็สร้างโดยปั้นหุ่นเทียนเป็นองค์ๆ แบบนี้เช่นกัน แต่ก็ยังอยู่ในกรอบที่หลวงปู่จันกำหนดไว้ การเทหล่อก็เป็นแบบเดียวกับพระปิดตาหลวงพ่อทับ วัดทอง

พระปิดตายันต์ยุ่งของหลวงปู่เอี่ยมวัดหนัง คือเทหล่อแบบโบราณด้วยการเข้าดินหุ่น แล้วเททีละองค์ จากกรรมวิธีการหาแร่และกรรมวิธีการสร้าง จึงทำให้พระปิดตาแร่บางไผ่มีจำนวนไม่มากนัก และด้วยสาเหตุที่หลวงปู่จันได้เนื้อแร่มาจากคลองบางไผ่เป็นปฐมนี้เองจึงเป็นที่มาของชื่อเรียกพระปิดตาของหลวงปู่จันว่า ?พระปิดตาแร่บางไผ่?

ลักษณะของเนื้อพระแร่บางไผ่นั้น จากการหลอมโลหะในสมัยนั้นจึงทำให้เนื้อโลหะจากแร่เหล็กไม่สามารถหลอมละลายเข้ากันได้อย่าง ดีนัก อีกทั้งยังมีขี้แร่ผสมอยู่ในตัวเนื้อ แต่ก็เป็นเอกลักษณ์พิเศษในตัวพระปิดตาแร่บางไผ่ ซึ่งจะปรากฏเส้นเสี้ยนในเนื้อพระที่เกิดขึ้นจากการหลอมแร่ ลักษณะคล้ายเสี้ยนตาลวิ่งสวนกันไปมาในบางจุด ซึ่งจะมีในพระแร่บางไผ่แท้ทุกองค์มากน้อยต่างกันไป และเป็นจุดสังเกตในการพิจารณา ดังคำของคนรุ่นเก่ากล่าวว่า ?ปิลันทน์ให้ดูไข บางไผ่ให้ดูเสี้ยน? ตัวสนิมของพระปิดตาแร่บางไผ่ จะมีสีสนิมแบบสนิมของเหล็ก เนื่องจากเป็นเนื้อแร่เหล็กครับ

พระปิดตาแร่บางไผ่ สามารถแยกพิมพ์ออกได้คร่าวๆ ดังนี้ 1.พิมพ์หมวกแก๊ป 2.พิมพ์เศียรตัด 3.พิมพ์เศียรโต 4.พิมพ์ทองหยอด 5.พิมพ์ปิดตาไม่โยงก้น ฯลฯ นอกจากนี้ก็ยังมีพระพิมพ์อื่นๆ อีกบ้างที่ไม่ได้เป็นแบบพิมพ์พระปิดตาก็มี แต่ก็พบน้อยมากครับ ในวันนี้ผมก็นำรูป พระปิดตาแร่บางไผ่ หลวงปู่จัน มาให้ชมกันเช่นเคยครับ

เหรียญเจ้าสัว

878
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน สำหรับผู้ที่ยังไม่ค่อยทราบเรื่องพระเครื่องมากนัก ได้สอบถามมาอยู่หลายท่านว่า เหรียญเจ้าสัว หรือ พระเจ้าสัว คืออะไร วัดไหน หลวงพ่ออะไร วันนี้ผมก็เลยถือโอกาสเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับเรื่องพระที่เรียกกันว่าเหรียญเจ้าสัวกันเลยนะครับ

พระเครื่องที่เรียกกันว่า “เหรียญเจ้าสัว” ก็คือพระเครื่องที่ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ท่านได้ปลุกเสกไว้ ชื่อจริงๆ แต่เดิมก็คือ พระซุ้มกระจัง เป็นพระหล่อแบบโบราณ ซึ่งในปีพ.ศ.2477 เป็นปีที่ หลวงปู่บุญ มีอายุครบ 84 ปี ท่านเจ้าคุณพระวินัยกิจโกศลอดีตเจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร ผู้เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่บุญ เป็นผู้จัดการหล่อที่วัด เพื่อแจกจ่ายในงานทำบุญฉลองอายุหลวงปู่บุญครบ 7 รอบ

ลักษณะของพระเป็นรูปพระพุทธรูปนั่งปางสมาธิบนฐานกลีบบัวอยู่ในซุ้มแบบเรือน แก้ว การสร้างเป็นแบบหล่อโบราณ แต่มีการทำหูเชื่อมที่ด้านบน จึงมีลักษณะเป็นแบบเหรียญหล่อ ตัวพิมพ์ของพระเท่าที่สามารถแยกได้เป็นพิมพ์ชะลูดและพิมพ์ต้อ เนื้อโลหะของพระที่แจกในส่วนของวัดกลางบางแก้วจะมีเนื้อเงิน มีจำนวนไม่มากนัก และเนื้อทอง แดงอีกส่วนหนึ่งซึ่งมีจำนวนมากกว่า แต่พระทั้งหมดก็มีจำนวนไม่มากนักครับ มีบางท่านว่าเคยเห็นที่เป็นเนื้อทองคำด้วย แต่เท่าที่เห็นมักจะเป็นเนื้อเงินกับเนื้อทองแดงเป็นส่วนใหญ่

สำหรับคำว่าเจ้าสัวนั้น ได้มีการเรียกกันในภายหลัง เนื่องจากผู้ที่ได้รับแจกพระซุ้มกระจังในยุคนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นศิษย์ผู้ใกล้ชิด และเป็นผู้ที่ได้ช่วยทำบุญสร้างเสนาสนะในวัดอยู่เสมอมา ต่อมาก็ได้ทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรืองมีฐานะดีขึ้นมาก จนอยู่ในขั้นเจ้าสัว ยกตัวอย่างเช่น หลงจู๊หยุด นายอากรสุราบ้านอยู่ตรงข้ามวัดกลางบางแก้ว บางคนก็เรียกว่า “เจ้าสัวหยุด” เจ้าสัวชม เจ้าของโรงสีเซ่งเฮงหลี ผู้เป็นศิษย์ของหลวงปู่บุญ หลวงปู่บุญจะสร้างถาวรวัตถุอะไร เจ้าสัวชมรู้เข้าต้องเข้ามาร่วมทำบุญสร้างถวายทุกครั้ง นายโป๊ะ ชมภูนิช และนายเป้า บุญญานิตย์ ทั้งสองท่านก็เช่นกันไม่ว่าหลวงปู่จะทำอะไรก็จะเข้าร่วมทำบุญด้วยทุกครั้ง เช่น การสร้างโรงเรียนพุทธวิถีนายกเป็นต้น และทั้งสองท่านก็เป็นคหบดีระดับเจ้าสัวเช่นกัน นายช่างแจ้ง ผู้ออกแบบและสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม “หอบุญรังสฤษดิ์” สร้างเสร็จก็ไม่ขอรับเงินค่าจ้าง เพียงขอเหรียญซุ้มกระจังเท่านั้น ต่อมาภายหลังได้เป็นกำนัน มีฐานะมั่นคงระดับเจ้าสัวเช่นกัน

ครับ ตามที่ยกตัวอย่างเล่ามานั้นหลายๆ ท่านที่ได้รับเหรียญหล่อซุ้มกระจังไปแล้ว ท่านก็ตั้งหน้าทำมาหากินโดยสุจริตและมีจิตใจเป็นบุญเป็นกุศลอยู่เดิม การทำกิจการค้าขายก็เจริญก้าวหน้า ร่ำรวยฐานะมั่นคง ระดับเจ้าสัวด้วยกันทุกคน จนต่างคนก็ร่ำลือกันไปทั่ว และมีการเรียกขานเหรียญหล่อซุ้มกระจังกันว่า “เหรียญเจ้าสัว” ก็ด้วยที่ว่าใครที่มีไว้บูชาแล้วทำมาหากินโดยสุจริต จะมีฐานะดีขึ้นและมั่นคง ค่าความนิยมเช่าหาก็สูงขึ้นมากเช่นกันครับ

มีข้อสังเกตว่าใครที่มีเหรียญเจ้าสัวแต่ทำมาหากินไม่สุจริต ก็จะรักษาไว้ไม่ได้ให้มีอันเป็นไป หรือมีเหตุให้ต้องออกไป เรียกว่าหมดบุญประมาณนั้นครับ ก็พอคร่าวๆ นะครับว่าเหรียญเจ้าสัวนั้นมีความเป็นมาอย่างไรตามที่เล่ามาครับ

ในวันนี้ผมก็ได้นำรูปเหรียญเจ้าสัวมาให้ชมกันด้วยอีกเช่นเคยครับ

ชมรมพระเครื่อง
แทน ท่าพระจันทร์

ขนบฐานพระพุทธรูป-ฐานพระเครื่อง

181
เมื่อครั้งมีการสร้าง “พระพุทธรูป” เป็นรุ่นแรกๆ ในแถบเอเชียใต้ นั้น อาสนะขององค์พระพุทธเจ้าจะจำลองมาจาก “ฐานใต้โพธิบัลลังก์” ถ้าหากเป็นพระพุทธรูปยืนมักไม่ทำฐานรอง แต่จะทำเป็นแกนเหล็กเสียบยึดองค์พระกับพื้น หรือจำหลักติดกับผนังฝาไปเลย หากประทับนั่งก็จะจำลองเป็น “ฐานหน้ากระดาน” หรือ “ฐานเขียง” อันมีลักษณะเรียบและโค้งเป็นครึ่งวงกลม หรือเป็นวงกลมรอบองค์พระ ประการสำคัญในการสังเกตคือ ฐานพระพุทธรูปยิ่งเก่าจะยิ่งเรียบง่ายไม่มีลวดลายใดๆ

ด้วยแนวคิด “คติจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิ” ที่แพร่หลายทั้งในลัทธิพราหมณ์และพุทธ เนื่องจากมีกำเนิดจากแหล่งเดียวกัน ทำให้องค์พระพุทธรูปและบรรดาเจดีย์ในพุทธศาสนาได้แก่ ธาตุเจดีย์ บริโภคเจดีย์ ธรรมเจดีย์ อุเทสิกเจดีย์ มีลักษณะเป็นแกนกลางของจักรวาลไปด้วย ดังนั้นฐานของเจดีย์ประเภทต่างๆ จึงถูกจินตนาการให้มีสภาพเป็นป่าหิมพานต์ อันตั้งอยู่ ณ เชิงเขาพระสุเมรุ ประกอบด้วย ฝูงสัตว์ใหญ่น้อย และสิ่งประหลาดมหัศจรรย์ ดังนั้นจึงเห็นฐานขององค์พระจะจำหลักเป็นรูปสัตว์หิมพานต์ หรือทำเป็นรูปขาสิงห์ อันหมายถึง ราชสีห์ในป่าดังกล่าว หากให้ครบองค์ประกอบจะมี น่องสิงห์ เล็บสิงห์ ครีบสิงห์ และนมสิงห์ด้วย ซึ่งท่านอาจจะเห็นได้ชัดเจนใน “โต๊ะหมู่บูชา” ที่ทำโค้งเป็นขาสิงห์ เพราะถือว่าด้านบนเป็นเขาพระสุเมรุ

นอกจากนี้ คติพุทธศาสนายังเชื่อในความเกี่ยวพันของดอกไม้ประจำศาสนาชนิดหนึ่ง ซึ่งได้แก่ “ปทุมมาลย์” หรือ “ดอกบัว” ดังนั้นช่างจึงรังสรรค์ฐานอีกชั้นหนึ่งของสิ่งสักการะให้เป็นรูปดอกบัว บ้างเป็นดอกบัวคว่ำ บ้างทำเป็นดอกบัวหงาย หรือทำทั้งบัวคว่ำบัวหงาย เราเรียกว่า “ฐานปัทม์” บางครั้งเป็นการยากที่จะทำดอกบัวเป็นกลีบๆ ติดเข้าไปก็ทำเป็นเพียงสัญลักษณ์ของการคว่ำการหงาย โดยสังเกตได้จากด้านข้างซึ่งฐานชั้นนี้จะไม่โค้งเป็นขาสิงห์ หากแต่จะโค้งเป็นบัวบานและโค้งเป็นบัวคว่ำ ตรงกลางอาจทิ้งพื้นที่รอยต่อไว้เป็นท้องไม้

ดังนั้น “ขนบฐานพระพุทธรูปและขนบฐานพระเครื่อง” จะมีภาพรวมเหมือนกันคือ ชั้นล่างสุดจะเป็นฐานหน้าเรียบ ที่เรียกว่า “ฐานหน้ากระดาน หรือฐานเขียง” (เนื่องจากเรียบและโค้งเหมือนเขียงสับหมู) ถัดขึ้นไปจะเป็น “ชั้นฐานขาสิงห์” ชั้นที่สามอยู่บนสุดจะทำเป็น “ฐานปัทม์หรือฐานบัว” ซึ่งเราจะเรียกฐานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปว่า “ฐานชุกชี” (อ่านว่า ชุก-กะ-ชี) ที่มีเค้าว่าจะมาจากภาษาเปอร์เซียแปลว่า ฐานที่นั่ง แต่หากแปลตามตัว จะหมายถึง ที่รวมของพระสงฆ์ (ชีหมายถึงนักบวช) เนื่องจากมักนิยมนำผ้าทิพย์ห้อยพาดลงตรงกลางจึงเรียกกันว่า “ฐานผ้าทิพย์” และบ้างเรียก “วัชรอาสน์” อีกด้วย

ฐานของพระเครื่องนั้น มีพัฒนาการและขนบเช่นเดียวกัน ที่มีฐานเขียงรองชั้นเดียว เช่น พระผงสุพรรณ ที่มีฐานหลายชั้น เช่น พระรอด ส่วนที่เห็นเป็นขนบฐานสามชั้นชัดเจน ได้แก่ พระสมเด็จฯ ของหลวงปู่โต ชั้นล่างสุดทำเป็นแท่งทึบตันปลายสองด้านตัดตรงเรียก “ฐานเขียง” ชั้นต่อมาสองข้างฐานตวัดโค้งเป็น “ขาสิงห์”

ส่วนฐานชั้นบนสุดทำเป็นแนวยาวกลมซึ่งก็คือ “ฐานปัทม์หรือฐานบัวคว่ำบัวหงาย” ครับผม

พันธุ์แท้พระเครื่อง

ราม วัชรประดิษฐ์

พระสมเด็จ กรุวัดบางขุนพรหม

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้เรามาดูมาคุยถึงพระสมเด็จ พิมพ์ฐานเส้นด้าย กรุวัดบางขุนพรหมกันซักหน่อย ก็พอดีเพิ่งมีข่าวส.ส.ถูกยิงด้วยเอ็ม 16 แต่ก็รอดตายมาได้ ในคอห้อย พระสมเด็จ พิมพ์ฐานเส้นด้าย องค์เดียว

549489490

พระสมเด็จ พิมพ์ฐานเส้นด้าย เป็นพระที่เจ้าประคุณสมเด็จท่านได้สร้างปลุกเสกไว้ที่วัดบางขุนพรหม ในส่วนที่เป็นของวัดระฆังฯ นั้นไม่มี เป็นแม่พิมพ์ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะของวัดบางขุนพรหมเท่านั้น พระสมเด็จพิมพ์นี้ต่อมานิยมเรียกกันว่า พิมพ์ฐานเส้นด้าย เนื่องจากในกระบวน พิมพ์ของพระสมเด็จที่พบทั้งหมด พระพิมพ์นี้มีเส้นสายเรียวเล็กกว่าทุกๆ พิมพ์ โดยเฉพาะเส้นฐานขององค์พระนั้น ปรากฏเพียงเป็นเส้นเรียวๆ บางๆ เท่านั้น นอกจากนี้ เส้นสายที่แสดงเป็นรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเส้นซุ้ม เส้นที่แสดงเป็นองค์พระ ไม่ว่าจะเป็นพระเกศ เส้นแขน ขาหน้าตักต่างๆ ล้วนเป็นเส้นเรียวบางทั้งสิ้น จึงเรียกกันเพื่อแยกพิมพ์ว่า พิมพ์ฐานเส้นด้าย ต่อมาก็เรียกกันสั้นๆ เข้าไปอีกเป็นพิมพ์เส้นด้าย

พระสมเด็จพิมพ์ฐานเส้นด้ายนี้เป็นพระสมเด็จพิมพ์เดียวที่มีจำนวนแม่พิมพ์มากที่สุด ในชื่อเรียกพิมพ์ของพระสมเด็จนั้น เป็นการแบ่งแยกหมวดพิมพ์ ซึ่งแต่ละพิมพ์จะมีตัวแม่พิมพ์แยกออกไปอีกหลายแม่พิมพ์ โดยส่วนมากจะมีตัวแม่พิมพ์ในแต่ละหมวดประมาณ 4 แม่พิมพ์ ที่ต้องทำแม่พิมพ์หลายๆ อัน ก็เพื่อที่จะทำพระได้คราวละมากๆ นั่นเองครับ ในส่วนของวัดระฆังฯ ก็มีพระพิมพ์ใหญ่ ซึ่งมีแม่พิมพ์แยกออกไปอีก 4 แม่พิมพ์ พระพิมพ์ทรงเจดีย์ ก็มี 4 แม่พิมพ์ พระพิมพ์ฐานแซมก็มี 4 แม่พิมพ์และพระพิมพ์เกศบัวตูมของวัดระฆังฯ มีแม่พิมพ์เดียว ต่อมามีการสร้างพระสมเด็จ เพื่อบรรจุในองค์พระเจดีย์วัดบางขุนพรหม ซึ่งมีการสร้างตามจำนวนพระธรรมขันธ์ ซึ่งก็เท่ากับแปดหมื่นสี่พันองค์ จึงต้องทำพิมพ์เพิ่มอีกเป็นจำนวนมากเพื่อจะได้ช่วยกันกดพิมพ์พระให้ทันในเวลาจำกัด มีการแกะแม่พิมพ์ตามกำหนดโดยช่างสิบหมู่ นอกจากพิมพ์ใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ฐานแซม และพิมพ์เกศบัวตูมแล้ว ก็ได้แกะพิมพ์เพิ่มอีกคือ พิมพ์ฐานเส้นด้าย พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์ฐานคู่ พิมพ์อกครุฑ พิมพ์ปรกโพธิ์ และพิมพ์ไสยาสน์ และในแต่ละพิมพ์ก็ยังมีตัวแม่พิมพ์แยกออกอีกหลายแม่พิมพ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พิมพ์ฐานเส้นด้ายนี้มีแม่พิมพ์มากที่สุด คือ 7 แม่พิมพ์

ถึงจะมีตัวแม่พิมพ์มากเพียงใด แต่ก็ไม่ทิ้งภาพลักษณ์โดยรวมของหมวดพิมพ์ คือจะมีเส้นสายเรียวเล็กเหมือนๆ กันทุกแม่พิมพ์ แต่รายละเอียดในส่วนอื่นๆ เล็กๆ น้อยๆ ก็จะแตกต่างกันไปบ้าง ตัวแม่พิมพ์ของพระสมเด็จพิมพ์ฐานเส้นด้ายมีดังต่อไปนี้

1. พระสมเด็จ พิมพ์ฐานเส้นด้าย พิมพ์ใหญ่

2. พระสมเด็จ พิมพ์ฐานเส้นด้าย พิมพ์เกศยาว

3. พระสมเด็จ พิมพ์ฐานเส้นด้าย พิมพ์แขนบ่วง

4. พระสมเด็จ พิมพ์ฐานเส้นด้าย พิมพ์ฐานกว้าง

5. พระสมเด็จ พิมพ์ฐานเส้นด้าย พิมพ์ฐานแคบ

6. พระสมเด็จ พิมพ์ฐานเส้นด้าย พิมพ์อกวี

7. พระสมเด็จ พิมพ์ฐานเส้นด้าย พิมพ์หูบายศรี

ครับ การศึกษาพระนั้นจำเป็นอย่างยิ่งต้องจดจำพิมพ์ของพระ และโดยเฉพาะพระสมเด็จนั้น ก็อย่างที่ผมบอกคือต้องจดจำแม่พิมพ์ของทุกๆ พิมพ์ให้ได้ด้วยเช่นกัน ถ้าเราไม่ศึกษาว่า พระสมเด็จพิมพ์นั้นๆ มีแม่พิมพ์กี่ตัว พอเริ่มศึกษาก็จะงงว่าทำไมไม่เห็นเหมือนกัน และทำไมถึงแท้ล่ะ ถ้าเราไม่เข้าใจถึงตัวแม่พิมพ์ว่ามีกี่แม่พิมพ์ในแต่ละพิมพ์ก็จะงงและไม่เข้าใจซักที ตอนที่ผมเริ่มศึกษาใหม่ๆ ก็งงเช่นกัน แต่พอครูบาอาจารย์และผู้ใหญ่ในสังคมพระเครื่องได้ชี้แนะให้ ก็เริ่มเข้าใจ และเริ่มศึกษาทีละพิมพ์ทีละแม่พิมพ์ก็เข้าใจได้ครับ ถ้าถามว่ายากไหม ผมก็ต้องตอบว่าไม่ยากไม่ง่ายครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความตั้งใจ ความขยันและพยายามหมั่นฝึกฝนครับ ไม่มีอะไรยากเกินไปหรอกครับถ้าเราพยายามและมีความมุ่งมั่นครับ ประวัติการสร้างต่างๆ นั้นสำคัญมาก เพราะจะทำให้เรารู้ว่า เขาสร้างอย่างไร และมีแม่พิมพ์กี่ตัว สร้างเมื่อปี พ.ศ.อะไร อย่างนี้เป็นต้น จึงจะทำให้เราเข้าใจในแม่พิมพ์ รู้ว่าสร้างด้วยเนื้อหาอะไร และสร้างมานานแค่ไหนแล้ว ความเก่าควรจะเป็นอย่างไร เป็นต้น

ครับวันนี้เอาแค่นี้ก็แล้วกันครับ พร้อมทั้งผมได้นำรูปพระสมเด็จพิมพ์ฐานเส้นด้าย กรุวัดบางขุนพรหมมาให้ชม แม่พิมพ์นี้ก็คือ แม่พิมพ์อกวีครับ

ชมรมพระเครื่อง
แทน ท่าพระจันทร์

แนะนำความรู้ให้อ่านกันโดย พระเครื่องปลุกเสก