เรื่องธรรมะ

48676527

ธรรมชาติของความขัดแย้ง บ่อยครั้งเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ด้วยการเห็นคนละอย่าง ซึ่งบางคราวก็ไม่ใช่เรื่องของความผิดถูก แต่เป็นเรื่องของมุมมองและความต้องการที่แตกต่าง แต่กลับนำไปสู่การถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย และกลายเป็นการทะเลาะเบาะแว้งกันในที่สุด แม้แต่เรื่องของธรรมะก็เช่นเดียวกัน ที่มักจะมีการถกเถียงหรือขัดแย้งในการตีความที่แตกต่างกัน ซึ่งโดยสรุปมีเหตุอยู่ 2 ประการ คือ พอคุยไปคุยมา ต่างคนก็ต่างเกิดทิฏฐิขึ้นมา จึงต้องการเอาชนะคะคานกัน ประการที่สอง คือ ความรู้ยังไม่ถึงจุดนั้น จึงไม่สามารถชี้แจงแสดงเหตุให้เด็ดขาดลงไปได้ จึงกลายเป็นว่าต้องถกเถียงกันไปเรื่อยๆ

ทั้งที่จริงธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นอริยสัจ ไม่ใช่ปรัชญา คือ เป็นความจริงแท้อันประเสริฐ มีความบริสุทธิ์บริบูรณ์อยู่ในตัว ตัดออกก็ขาด ต่อเข้าก็เกิน เป็นสิ่งอันสำเร็จรูปและสมบูรณ์พร้อม รอเพียงให้นำไปปฏิบัติตามจนเกิดผลเท่านั้น และเรื่องของธรรมะจะมีข้อยุติเมื่อปฏิบัติจนผลเกิดขึ้นกับตนจริงๆ หากแต่ในปัจจุบันแม้จะมีผู้ศึกษาธรรมะอยู่จำนวนไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่ยังเพียงแค่อ่าน คิด และวิเคราะห์ ยังมิได้ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง จึงทำให้มีความเห็นที่แตกต่างหลากหลายไปตามทิฏฐิของแต่ละคน เหมือนคนที่เห็นแต่สีสัน หน้าตา แต่ยังไม่ได้ลิ้มรสแกง ก็ย่อมไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนลงไปว่า แกงนี้มีรสชาติเป็นอย่างไร

ดังนั้นถ้าใครมาชวนเถียง หรือมาพูดเพราะคิดว่าตัวเองมีความฉลาดในเรื่องของธรรมะ เพราะอ่านมามาก ศึกษามาเยอะ เรียนจบมาสูง จึงต้องการจะเปลี่ยนเราให้คิดแบบเขา เมื่อเราพิจารณาดูแล้ว เห็นว่าไม่สอดคล้องต้องกับการปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ ในลักษณะของ ศีล สมาธิ ปัญญา ยิ่งฟังยิ่งทำให้เกิดความเร่าร้อน หรือมีความกังวล ก็พยายามหาทางหลีกเลี่ยง เพราะยิ่งคุยกันก็ยิ่งไม่รู้เรื่อง แล้วถ้าเริ่มมีการถกเถียงกันโดยใช้วาจาที่รุนแรงขึ้นหรือเสียงดังขึ้น ก็พึงรู้ว่าขณะนั้นกำลังขาดสติ ถ้าคุยเรื่องธรรมะแล้วขาดสติ ก็เท่ากับว่าสิ่งที่เรียนรู้มา ยังมีผลไม่เพียงพอที่จะทำให้ออกจากทุกข์ได้

พระพุทธเจ้าจึงสอนเรื่องการใช้สติในการพูด เพื่อไม่ให้ทิฏฐิมานะกำเริบกระทบกันจนเกิดเรื่องไว้ว่า “อย่าพูดในเรื่องอันเป็นเหตุให้เถียงกัน เพราะเรื่องอันเป็นเหตุให้เถียงกันจำเป็นต้องพูดมาก บุคคลที่พูดมากจิตใจย่อมฟุ้งซ่าน ผู้ที่มีจิตฟุ้งซ่านก็จะห่างจากสมาธิ” แปลว่ามีแต่เสียกับเสีย

จึงไม่ควรเสียเวลาไปเถียงกับใคร อย่าเอาเป็นเอาตายกับความถูกผิดจนชนิดกินไม่ได้นอนไม่หลับ เขาก็เชื่อของเขาอย่างนั้น พอถึงเวลาคุยกันไม่รอด เราก็หยุด แล้วก็เพียงแค่ปล่อยเขาไป ส่วนใจเราขอให้อยู่ด้วยความเข้าใจโลกว่าต้องมีความแตกต่าง อย่าดื้อดึง สร้างเหตุให้ขัดแย้งกัน อย่าโมโหโกรธาคนที่คิดต่าง อย่าขึงเกลียดกับพวกที่ผิดพลาด เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นต่อให้เราเป็นฝ่ายถูก ก็ยังถือว่าผิดอยู่วันยังค่ำ

เพราะถ้าอยู่อย่างเข้าใจความแตกต่าง เราจะอยู่ในโลกใบนี้ได้อย่างสบาย…

บทความโดย พระเฉลิมชาติ ชาติวโร พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐

« »