สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม

91909049

สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม

ความเป็นไปของคนในโลก มีข้อที่น่าอัศจรรย์อยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือมีจำนวนมาก นับไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้นจะหาคนที่เหมือนกันทุกอย่างย่อมไม่มี บางคนมีรูปสวย บางคนไม่สวย บางคนมีอายุยืน บางคนมีอายุสั้น บางคนเกิดในสกุลสูง บางคนเกิดในสกุลต่ำ บางคนมีบริวาร บางคนไม่มีบริวาร บางคนเป็นที่รัก บางคนเป็นที่ชัง บางคนฉลาด บางคนไม่ฉลาด แม้เกิดร่วมสายโลหิตเดียวกัน แต่ไม่เหมือนกันทุกอย่าง

ความแตกต่างเหล่านี้เป็นผลปรากฏขึ้นเพราะอำนาจกรรม ทางพระพุทธศาสนาจึงแสดงว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ดังพุทธภาษิตว่า “กรรมย่อมจำแนกสัตว์ ให้เป็นผู้เลวทรามและประณีต สัตว์ทำกรรมชั่ว ก็ได้รับผลชั่ว ทำกรรมดี ก็ได้รับผลดี เหตุนั้น กรรมย่อมจำแนกให้เป็นไปต่างกันในชาติปัจจุบันนี้”

ทุกคนที่เกิดมา ไม่ใช่แต่จะมีกรรมปัจจุบันเท่านั้น ยังต้องอาศัยกรรมเก่าที่เป็นอดีตด้วย ดังปรากฏในสุภสูตรว่า

1. ผู้มีอายุยืน เพราะไม่ฆ่าสัตว์

2. ผู้มีอายุสั้น เพราะฆ่าสัตว์

3. ผู้มีโรคน้อย เพราะไม่เบียดเบียนสัตว์อื่นให้ลำบาก มีความเมตตากรุณา

4. ผู้มีโรคมาก เพราะว่าเบียดเบียนสัตว์

5. ผู้มีผิวพรรณงามมีสีหน้าผ่องใส เพราะไม่โกรธง่าย มีจิตประกอบด้วยเมตตา

6. ผู้มีผิวพรรณเศร้าหมอง เพราะโทษแห่งความโกรธ

7. ผู้มีศักดานุภาพมีบริวารมาก เพราะมีจิตประกอบด้วยมุทิตา ไม่ริษยา

8. ผู้มั่งคั่งสมบูรณ์พูนสุข ด้วยทรัพย์สมบัติ เพราะไม่ตระหนี่ มีใจอารีกว้างขวาง เผื่อแผ่แก่เพื่อนมนุษย์ตลอดถึงสัตว์ด้วยการบริจาคทาน

9. ผู้ขาดแคลนขัดสน เพราะโทษแห่งความตระหนี่คับแคบ

10. ผู้เกิดในสกุลสูงเป็นที่เคารพกราบไหว้ของมหาชน เพราะมีความประพฤติอ่อนน้อม

11. ผู้มีปัญญา เพราะการสมาคมกับบัณ ฑิต หมั่นถามหมั่นฟัง

กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้ได้ผลตามที่ตนกระทำ กรรม หมายถึงการกระทำ บางคนเข้า ใจว่ากรรมเป็นฝ่ายชั่ว บุญเป็นฝ่ายดี ดังที่คนพูดกันบ่อยๆ เมื่อประสบอันตรายว่า เป็นกรรมเป็นคราวเคราะห์ เมื่อประสบผลที่สมปรารถนามักพูดว่า เป็นบุญหรือคราวโชคลาภ ผู้ที่กล่าวเช่นนี้ดูเหมือนเข้าใจว่า กรรมชั่ว บุญดี แต่ที่จริงแล้วย่อมไม่เป็นเช่นนั้น เพราะกรรมเป็นได้ทั้ง 2 ประการ คือ เป็นบุญก็ได้ เป็นบาปก็ได้ สุดแต่ผู้กระทำ ถ้าทำดี กรรมก็เป็นบุญกรรม ถ้าทำชั่ว กรรมก็เป็นบาปกรรม ดังนั้นกรรม จึงแปลว่า เรื่องหรือสิ่งที่ทำ เมื่อเพ่งถึงสิ่งที่ทำเป็นประมาณ กรรมเป็นคำกลางๆ คือ ดีก็ได้ ชั่วก็ได้

กรรมนั้น เป็นของเฉพาะตน ผู้ใดทำเป็นของผู้นั้น เช่น การเรียนหนังสือ ผู้ใดเรียนผู้นั้นได้รับผลของการเรียน คืออ่านออกเขียนได้ หรือการบริโภคอาหาร ผู้ใดบริโภค ผู้นั้นอิ่มเอง ผู้ใดไม่ทำ ไม่ได้รับผลเช่นนั้น เพราะฉะนั้น กรรมจึงเกิดที่ผู้กระทำ ซื่อสัตย์เที่ยงตรงต่อผู้ทำ มีอำนาจมาก ไม่มีอำนาจอะไรในโลกจะยิ่งใหญ่ไปกว่าอำนาจของกรรม

ฉะนั้น ผู้มีปัญญา ควรขยันหมั่นเพียร ละความเกียจคร้าน ประพฤติกรรมที่ดีที่ประเสริฐ สำรวมระวังความชั่วไม่ให้เกิดขึ้น และฝึกฝนอบรมตนกำจัดความชั่วที่มีอยู่ให้เสื่อมสูญไป เมื่อปฏิบัติได้ จะมีแต่ความอิ่มเอิบใจ เป็นผู้ประเสริฐขึ้น อันเป็นผลที่เห็นได้ในปัจจุบัน ทั้งจะได้เป็นปัจจัยให้ประสบผลดีต่อไปในภายภาคหน้า

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
โดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

« »

Comments are closed.